เรียนฟรี…ที่อินเดีย

น้องๆ หลายคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะมาเรียนต่อในอินเดีย เพราะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าไปเรียนต่อในประเทศตะวันตกยอดฮิตอย่างอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ในประเทศใกล้บ้านเรา อย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย พี่มีข่าวดีมาบอกจ้ะ เพราะแม้ว่าค่าเรียนในอินเดียจะถูกแสนถูก ปีหนึ่งๆ น้องจ่ายไม่น่าจะเกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ (สำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐ และไม่รวมค่าใช้จ่ายส่วนตัวนะจ๊ะ) เอ … แต่ถ้าเราไม่ต้องจ่ายเองเลย แถมยังได้เงินค่าที่พักและค่าใช้จ่ายส่วนตัวทุกเดือนด้วย ก็น่าจะยิ่งดี จริงมั้ยจ๊ะ ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก พี่ว่ามีแน่ แต่จะหาเจอหรือเปล่าล่ะ

พี่กำลังพูดถึงทุนการศึกษาจ้ะ ปัจจุบันหลายหน่วยงานทั้งของไทยและของต่างประเทศให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยที่อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกเยอะมาก และแน่นอนว่า มีทุนสำหรับคนที่อยากจะมาเรียนต่อในอินเดียด้วยจ้ะ

ทุนที่พี่ว่าดีที่สุด ฟรีจริงๆ เป็นทุนแบบให้เปล่า เพราะน้องไม่ต้องจ่ายเงินคืน ไม่ต้องทำงานชดใช้ และไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น คือทุนรัฐบาลอินเดีย หรือถ้าจะระบุให้ชัดคือ ทุนของสภาความ สัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอินเดีย (Indian Council for Cultural Relations) เรียกง่ายๆ ว่า ทุน ICCR จ้ะ ทุนนี้รัฐบาลอินเดียให้นักเรียนไทยผ่านสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย สำหรับคนที่อยากจะมาเรียนต่อปริญญาตรี โท เอก หรือทำวิจัยในอินเดีย แทบจะทุกสาขาวิชา ยกเว้นวิชาเฉพาะทาง เช่น แพทยศาสตร์ (หมอ) และทันตแพทยศาสตร์ (หมอฟัน) วิธีสมัครขอรับทุนก็แสนจะง่าย น้องๆ ต้องสอบข้อเขียนวัดความรู้ภาษาอังกฤษ และสอบสัมภาษณ์ (เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว จุดประสงค์ในการศึกษาต่อ ทำไมอยากมาเรียนที่อินเดีย ฯลฯ) เท่านั้นเองจ้ะ

พี่มีข้อแนะนำสำหรับคนที่จะสอบชิงทุน ICCR ดังนี้จ้ะ
  1. หมั่นเช็คดูเว็บไซต์ของสถานทูตอินเดีย ว่าเค้าเปิดรับสมัครเมื่อไหร่ โดยมากจะประมาณเดือนมกราคมของทุกปีจ้ะ จำนวนทุนที่ให้ก็มากน้อยต่างกันไปในแต่ละปี จัดการดาวน์โหลดใบสมัคร กรอกข้อความให้ครบถ้วน
  2. เตรียมเอกสารในการสมัครให้ครบ ใช้ 5 ชุดนะจ๊ะ เอาไปยื่นที่สถานทูตอินเดีย โดยเอกสารเกี่ยวกับวุฒิทางการศึกษา ต้องยื่นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับฉบับภาษาไทยด้วย
  3. ระบุสาขาและมหาวิทยาลัยที่ต้องการในใบสมัครให้ชัดเจน (สถานทูตจะมีหนังสือ University Handbook ให้น้องค้นคว้าข้อมูลของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในอินเดีย น้องๆ ที่สมัครเรียนต่อปริญญาเอก หรืออยากจะทำวิจัยหลังปริญญาเอก หรือเรียนต่อด้านสถาปัตยกรรม จะต้องมีหนังสือระบุสาระสำคัญของหัวข้อวิจัยประกอบมาด้วย ส่วนคน ที่สนใจมาเรียนต่อด้านศิลปะการแสดง ก็ควรส่งผลงานเป็นดีวีดีหรือซีดีบันทึกการแสดงของตัวเองไปด้วยนะจ๊ะ
  4. หมั่นฝึกภาษาอังกฤษให้ดี เพราะต้องใช้แน่ๆ ในวันสอบสัมภาษณ์ และถ้าได้ทุน หลักสูตรการสอนในอินเดียส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษจ้ะ
  5. คนที่ยังไม่เคยมาเรียนต่อที่อินเดีย จะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก แต่ถ้าน้องเคยมาแล้วก็ใช่ว่าจะหมดสิทธิ์นะจ๊ะ ลองส่งใบสมัครดูได้ เผื่อว่ามีที่เหลือ
  6. ห้ามเลือกว่าจะเรียนหมอหรือหมอฟัน เพราะใบสมัครสาขาแพทยศาสตร์ หรือทันตแพทยศาสตร์จะไม่ได้รับการพิจารณาเลยจ้ะ
  7. มหาวิทยาลัยในอินเดียมีอิสระและตัดสินใจรับนักศึกษาเอง ดังนั้นการน้องได้รับทุน ICCR ไม่ได้หมายความว่า มหาวิทยาลัยที่น้องเลือกจะรับน้องเข้าเรียนเสมอไป ดังนั้น เลือกหลายๆ แห่งจ้ะ เลือกสถาบันที่เราอยากเรียนมากๆ และสถาบันที่น้องคิดว่าได้แน่ๆ ไว้เผื่อด้วย
  8. พอได้ทุนแล้ว ก่อนมาอินเดีย ขอวีซ่าประเภทที่เหมาะสมนะจ๊ะ ถ้าจะมาเรียนต่อปริญญาตรีหรือโท ต้องขอวีซ่าประเภท Full Time “ Student Visa” ส่วนเรียนต่อปริญญาเอก ต้องขอ “Research Visa” ที่ระบุช่วงเวลา 4 หรือ 5 ปี ถ้าน้องไม่มีมีวีซ่าประเภทที่เหมาะสมมา อาจถูก ตม ที่สนามบินส่งตัวกลับเมืองไทยนะจ๊ะ
  9. พกเงินติดตัวมาอินเดียด้วยจำนวนหนึ่ง เพราะทุน ICCR บางครั้งก็อาจจะไม่เพียงพอในการใช้จ่าย โดยเฉพาะคนที่เลือกมาเรียนในเมืองใหญ่ๆ ค่าครองชีพสูงจ้ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย

ถนนสุขุมวิท 23 (ซอยประสานมิตร) เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

โทรศัพท์ (02) 258-3000 – 5, (02) 258-4199 หรือ

ทางเว็บไซต์ที่ http://indianembassy.in.th นะจ๊ะ

ได้ทุน ICCR แล้ว อย่าลืมแวะมาทักทายพี่ที่สถานทูตไทยในนิวเดลีนะ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษาในอินเดียได้ที่ “เรียนต่อในอินเดีย”

เรียนฟรี … ที่อินเดีย

มหาวิทยาลัยเดลี (Delhi University)

เรียนฟรี … ที่อินเดีย
มหาวิทยาลัยเดลี

(Delhi University)
เรียนฟรี … ที่อินเดีย
Indian Institute of Technology

ที่เมืองมุมไบ

เรียนฟรี … ที่อินเดีย

นักศึกษาหนุ่มสาวที่มหาวิทยาลัยเดลี

โดย ปรินทร อภิญญานันท์

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี

5 กรกฎาคม 2554