นาลันทา – จากยุคทองของพุทธสู่จุดดับในอินเดีย



ตราประจำมหาวิทยาลัยนาลันทา


นาลันทาในปัจจุบัน (ภาพ: thezensite.com)

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยแลนด์แดนสยามได้มอบเงิน 1 แสนเหรียญสหรัฐ และเอกชนยักษ์ใหญ่ บริษันในเครือเจริญโภคภัณฑ์ สมทบทุนบริจาคอีก 5 พันเหรียญสหรัฐ เพื่อสมทบทุนโครงการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยนาลันทา โดยทูตไทยประจำอินเดียเป็นผู้แทนฝ่ายไทยมอบให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยนาลันทา มีผู้แทนหน่วยงานอินเดียที่เกี่ยวข้องมาร่วมมากหน้าหลายตา ทั้งนี้ ไทยนับเป็นประเทศที่สองที่สนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม (จีนบริจาคเงินเป็นชาติแรก) .. เรียกว่ามีผลงานจับต้องได้ล่ะครับ … และเป็นประเทศแรกที่ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมโครงการนี้

โครงการนี้สำคัญแค่ไหนหรือครับ?

ระหว่างที่ท่านนายกยิ่งลักษณ์เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกพิเศษในโอกาสครบรอบวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียปีที่ 62 เมื่อปลายเดือนมกราคมปีนี้ ท่านได้ประกาศท่าทีของไทยที่จะสนับสนุนโครงการนี้ วันที่มอบเงินให้อินเดีย ท่านทูตพิศาลได้กล่าวว่า “เพราะอินเดียในฐานะผู้ปกป้องรักษามรดกทางพุทธศาสนา มีความใกล้ชิดเป็นพิเศษกับไทย โดยที่นาลันทาเคยเป็นศูนย์กลางของการพุทธศึกษา การเยือนสถานที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยนาลันทาในยุคก่อนจึงเป็นส่วนของการเดินทางมาสังเวชนียสถานของพุทธศาสนิกชนชาวไทย การก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทาอีกครั้งให้เป็นสถาบันทางการศึกษาแนวหน้าของโลกควรได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่มีแนวคิดเดียวกัน”

เก่าจริงอะไรจริง

ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักชื่อนาลันทามานานแล้ว เพราะเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางการจาริกของพุทธศาสนิกชนไทยที่มาเยือนสังเวชนียสถาน (โดยเฉพาะหลายคนไปติดสินบน..เอ๊ย..ไหว้หลวงพ่อดำที่ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง) เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกๆ ของโลกที่ก่อตั้งขึ้นช่วงใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยตักษิลา (อยู่ในปากีสถานในปัจจุบัน) มีชื่อเสียงขนาดที่มีชาวต่างชาติเดินทางข้ามน้ำข้ามเขาข้ามทะเลและแม่น้ำมาเรียนกันมากมาย เท่าที่สืบค้นกันได้ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด มีชาวต่างชาติจากเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ทิเบต ชวา เปอร์เชีย ตุรกี กรีก มาศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้

ผมได้จัดรายการ “คนค้นค้น” เรื่องนี้จนยายต้องหาผ้าขนหนูมาเช็ดเนื้อตัวให้…เพราะตาแฉะ พบข้อมูลที่น่าสนใจเยอะแยะ ฝรั่งตะวันตกเชื่อต่างกันว่ามหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกน่าจะเป็นมหาวิทยาลัย Al-Karaouine หรือAl-Qarawiyyin ที่เมืองเฟส โมร็อกโก หรือไม่ก็มหาวิทยาลัย Al-Azhar ที่กรุงไคโร อียิปต์ แต่มีคนเห็นต่างเถียงว่า ไม่จริง เพราะทั้งสองแห่งก่อตั้งหลังคริสตกาลตั้งเกือบพันปี ที่แรกน่าจะเป็นที่ตักษิลาเพราะมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่าก่อตั้งก่อนคริสตกาลถึง 500 ปีโน่น ส่วนนาลันทาก่อตั้งราว ค.ศ. 400-500 แล้วยืนยงคงกะพันรุ่งเรืองจนกระทั่งถูกทำลายโดยผู้รุกรานชาวอัฟกัน-เติร์กเมื่อ ค.ศ. 1193 ซึ่งก่อนก่อตั้งกรุงสุโขทัยเสียอีก และเป็นเวลาไม่นานหลังการก่อตั้งมหาวิทยาลัยชื่อดังในอังกฤษสองแห่งคือ ออกซ์ฟอร์ดและแคมบริดจ์ เรียกว่าพอออกซ์ฟอร์ดและแคมบริดจ์เกิด นาลันทาก็ล่มสลาย



ส่วนหนึ่งของความงดงามที่นาลันทา (ภาพจาก fronlineonnet.com)

ยิ่งใหญ่จริงด้วยหลายวิทยาเขตและห้องสมุดชั้นเลิศ

นาลันทาอยู่ห่างจากเมืองปัตนะหรือปาฏลีบุตรในยุคพุทธกาล เมืองหลวงของรัฐพิหารราว 90 กิโลเมตร ห่างจากเมืองคยาเท่ากัน และจากราชคฤห์ 1 โยชน์ … ก็ประมาณ 16 กิโลเมตรแหละครับ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระเจ้าสักราทิตย์แห่งราชวงศ์คุปตะเป็นผู้ก่อตั้งเพราะพบชื่อของท่านในตราประทับมหาวิทยาลัยนาลันทาที่ทำด้วยดินเผา (มิน่าล่ะ คนอินเดียนิยมใช้ตราประทับในเอกสารแทบทุกอย่างถึงทุกวันนี้!)

ชื่อนาลันทามีความหมายว่า “ให้ไม่รู้จบ” (insatiable in giving) คือเป็นสถานศึกษาให้ความรู้แก่ผู้มาเรียนไม่มีที่สิ้นสุด อยากเรียนเรียนไป อาจารย์จัดให้! จากนั้นมาพระราชาพระจักรพรรดินานาราชวงศ์ต่างให้การอุปถัมภ์ค้ำชูมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตลอดมา แต่ก็มีความเชื่ออื่นๆ เกี่ยวกับชื่อ เช่น เป็นชื่อของพญานาคที่อาศัยอยู่ในบึงกลางป่ามะม่วงแถวนั้น เป็นเมืองหลวงแห่งพระพุทธเจ้าศรีศากยะมุนีซึ่งให้ทานอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่เป็นหมู่บ้านถิ่นกำเนิดของพระสารีบุตร คำแปลไหนถูกต้อง ผมไม่ทราบล่ะครับ แต่ผมชอบอันแรกนะ เรียนไปเถิด ฉันสอนให้!



ภาพถ่ายทางอากาศของมหาวิทยาลัยนาลันทา

จะเห็นการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนชัดเจน (ภาพจาก Google Earth)

จากร่องรอยซากปรักหักพังของมหาวิทยาลัยนาลันทาพบว่าก่อสร้างด้วยอิฐแดงธรรมดาๆ มีอาณาเขตเกือบ 90 ไร่ มีกำแพงสูงล้อมรอบและมีประตูทางเข้าใหญ่หนึ่งแห่ง แบ่งเป็น 8 ส่วน แต่พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ท่านได้เล่าต่างไปในหนังสือ “จาริกบุญ จารึกธรรม” ว่า “น่าจะเป็นการรวมวัดประมาณ 6 วัดเข้าด้วยกัน โดยมีการล้อมกำแพง 6 วัดนี้ให้อยู่ในเขตเดียวกัน” จากเดิมมีแต่พระมาเรียน แล้วก็มีแต่วิชาเกี่ยวกับพุทธศาสนาทั้งนั้น ต่อมาเปิดขยายรับนักศึกษาที่เป็นฆราวาสด้วย

เพราะอะไรหรือ … เพราะพุทธศาสนารับคนจากทุกชนชั้น ยากดีมีจน กษัตริย์ แพศย์ ศูทร เข้ามาเถิดพี่น้องผองเพื่อน มาศึกษาพระธรรมกัน ไม่บังคับใดๆ ด้วยซ้ำไป ผู้คนทั้งพระทั้งฆราวาสก็เลยเข้ามาเรียนที่นี่มากขึ้นๆ มีต่างชาติมาเรียนด้วยไม่น้อย ถ้าเป็นยุคนี้ เราคงเรียนว่า นาลันทาอินเตอร์ มีหลวงจีนชื่อดังที่พวกเรารู้จักกันดีมาเป็นนักศึกษาที่นี่ ท่านคือหลวงจีนเหียนจัง หรือพระถังซัมจั๋งในเรื่องไซอิ๋วไงครับ ท่านเรียนจบแล้วก็ได้งานเป็นอาจารย์และเป็นหนึ่งใน “บอร์ดผู้บริหาร” อยู่หลายปีก่อนกลับเมืองจีนโดยไม่ลืมที่จะนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ … ส่วนจะพบกับเห้งเจียและตือโป๊ยก่ายตอนไหน กรุณาไปซื้อดีวีดีชมกันเองนะครับ แฮ่ …


หลวงจีนเหียนจัง หรือพระถังซัมจั๋ง
(ภาพจาก Wikipedia.org)

นาลันทาเป็นแหล่งความรู้ด้านต่างๆ ในยุคนั้น มีห้องสมุดที่เป็นอาคารสูง 9 ชั้นถึง 3 หลัง ชื่อรัตนสาคร รัตโนทธิ และรัตนรัญชกะ ล้วนแต่มีบ่งความหมายว่าความรู้มีค่าดุจอัญมณี มีตำราเป็นแสนๆ เล่ม มีส่วนที่ทำหน้าที่ผลิตตำราเองเสียด้วย มีหอพักนักศึกษา มีวัด 10 แห่ง ไม่นับห้องประชุมสำหรับนั่งสมาธิวิปัสสนา ห้องเรียน ทะเลสาปและสวนหย่อมภายในบริเวณนะครับ มีการเปิดสอนหลากหลายวิชาทั้งสายศิลป์และสายวิทย์ ตั้งแต่ศาสนา ประวัติศาสตร์ กฎหมาย สาธารณสุข ไปจนถึงดาราศาสตร์ ยันสถาปัตย์ มีการวางระเบียบแบบแผนทั้งงานบริหารและวิชาการอย่างมีระบบ พุทธศาสนาทั้งมหายานและวชิรยานมีอิทธิพลต่อการเรียนการสอนที่นาลันทามาก ในช่วงที่รุ่งเรืองมีนักศึกษาถึงกว่าหมื่นคน ครูอาจารย์อีกกว่า 2 พันคน … แค่นึกภาพตาม ในยุคนั้น คนกว่าหมื่นมารวมอยู่ในที่เดียวกันนี่ ไม่ธรรมดานะครับ ยิ่งใหญ่จริงๆ




วัด(?)ภายในนาลันทา (ภาพจาก fr.wikipedia.org)

จากรุ่งเรืองสู่ความเสื่อม

เมื่อมีรุ่งเรือง ย่อมมีเสื่อม เมื่อมีเกิด ย่อมมีดับ … ข้อนี้เป็นอกาลิโก จริงแท้แน่นอน นาลันทาก็ไม่สามารถหลีกพ้นไปได้ …. เราทราบว่านาลันทาสูญสิ้นเพราะถูกรุกราน แต่หากศึกษาให้ดี จะพบว่าความเสื่อมของนาลันทาและพุทธศาสนาในอินเดียค่อยๆ คืบคลานมาโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพระและฆราวาสมุ่งมาเรียนวิชาการ ปรัชญา ฯลฯ มากขึ้น มารวมตัวกันที่นี่มากขึ้น ทำให้พระที่จะสั่งสอนพระธรรมแก่ชาวบ้านทั่วๆไปหดหายลดจำนวนลง คนในเมืองต่างๆ ก็เริ่มห่างเหินเพราะพระหายไปเรียน การพูดการสอนก็เริ่มพูดภาษาวิชาการ ชาวบ้านเริ่มเข้าไม่ถึง ไม่รู้เรื่องกันละหว่า มีการแบ่งเป็นเถรวาทกับมหายาน เริ่มมีความเห็นต่าง (แต่ไม่แตกแยก แฮ่ม!) ต่อมามหายานมีอิทธิพลมากขึ้น บทบาทของเถรวาทลดลง ทีนี้ล่ะครับ มหายานมีกลายพันธุ์ ถึงขนาดที่มีการตั้งลัทธิตันตระ ซึ่งเป็นลัทธิที่เชื่อว่าการร่วมประเวณีหลับนอนกัน เป็นส่วนหนึ่งของการบูชาพระ โอ้ มายก๊อดดดด …. นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมถอย

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ พุทธกับพราหมณ์ คือพุทธศาสนาและฮินดู ตีคู่กันมาตลอด ในขณะที่ทางพุทธเรามีวัดมานานแล้ว ทางฮินดูเดิมไม่มีวัดเป็นศูนย์รวม แต่ต่อมาด้วยความที่พุทธศาสนามีความอ่อนตัว ยอมรับศาสนาอื่นได้ ทำให้ฮินดูเข้ามามีบทบาทร่วมปะปนกับทางพุทธ แล้วค่อยๆ “กลืน” พุทธเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของฮินดู เช่น ถือว่าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ ชาวฮินดูไหว้พระพุทธรูปได้เพราะเหตุผลที่ว่า เลยดูเสมือนว่าศาสนาฮินดูนี้ ยิ่งใหญ่กว่าพุทธศาสนา … ทำให้พุทธเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ

ในขณะที่ฮินดูมีความเข้มแข็งขึ้น วัดพุทธหลายแห่งกลายเป็นวัดฮินดูในเวลาต่อมา รูปบูชาพระนารายณ์กลายเป็นพระประธาน พระพุทธรูปกลายเป็นพระอันดับ เพราะเหตุผลเหล่านี้
เหตุต่างๆ ข้างต้น เป็นจุดเริ่มเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดียที่มีแต่เสื่อมลง แต่สิ่งที่เปรียบดั่ง “ดาบสุดท้าย” (คำของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ซึ่งผมชอบมาก) ที่ทำให้พุทธศาสนาในอินเดียถึงแก่กาลอวสานก็คือ การรุกรานทำลายล้างโดยกองทัพของชาวมุสลิมเติร์ก

มีเกิดฉันใด ก็ย่อมมีดับฉันนั้น

ความจริงนาลันทาถูกรุกรานรวม 3 ครั้ง ชาวฮั่นรุกรานครั้งแรกหลังก่อตั้งได้ไม่นาน แต่ได้รับการบูรณะฟื้นฟูแทบจะทันทีโดยลูกหลานของพระเจ้าสุคนธคุปต์ โดยสร้างใหม่ใหญ่กว่าแจ๋วกว่าเดิม ซ้ำยังจัดทำระบบทรัพยากรต่างๆ ภายในให้เพียงพอที่มหาวิทยาลัยนาลันทาจะสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้อย่างยั่งยืน ต่อมาชาวเกาฑะ (Gaudas) จากตะวันออกของอินเดียได้รุกรานนาลันทาเป็นครั้งที่สองเมื่อราว พ.ศ. 1100 เศษ คราวนี้ได้พระเจ้าหรรษวรรธนะ (Harshavardhana) กษัตริย์เชื้อสายฮินดูเป็นผู้บูรณะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง



พระเจ้าหรรษวรรธนะ
(ภาพจาก indiatourismdirect.com)

การรุกรานครั้งที่สามเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1193 (พ.ศ. 1736 ก่อนก่อตั้งกรุงสุโขทัย) ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายและร้ายแรงที่สุดถึงขนาดทำให้นาลันทาล่มสลาย เป็นฝีมือของชาวอัฟกัน-เติร์กชื่อ ภักติยาร์ คิลชิ (Bakhtiyar Khilji) ซึ่งต้องการแผ่อิทธิพลของศาสนาอิสลามโดยใช้ความรุนแรง ยกกองทัพมาฆ่าฟันทั้งพระทั้งฆราวาสที่อยู่ในมหาวิทยาลัยอย่างโหดร้ายทารุณ ตายเป็นพันเป็นหมื่น เพราะต้องการที่จะถอนรากถอนโคนอิทธิพลของพุทธศาสนาในชมภูทวีปเสียให้หมดสิ้น อาคารเรียน วัดวาอาราม ห้องสมุด ล้วนถูกทำลายกลายเป็นท่าเตียน ว่ากันว่าตำราที่ถูกเผาไหม้นั้น คุโชนอยู่เป็นเดือนๆ กว่าจะมอดไหม้หมดสิ้น และอาจพูดได้ว่า คุณภักติยาร์ประสบความสำเร็จตามตั้งใจเพราะนับแต่นั้นมาพุทธศาสนาแทบจะจางหายไปจากภารตะแลนด์เป็นการถาวร

นอกจากนี้ มีนักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าการล่มสลายของนาลันทา การทำลายวัดวาอารามและศูนย์การเรียนรู้ในอินเดียตอนเหนือในครั้งนั้น เปรียบดั่งการล่มสลายของแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์และวิชาการด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ศาสตร์ในการเล่นแร่แปรธาตุ และกายวิภาคศาสตร์ของอินเดียโบราณไปหมดสิ้น

ถึงตรงนี้ ผมเองเกิดสงสัยว่ามีคนรอดไปบ้างมั้ย? หาจนได้คำตอบครับว่า มี แต่ไม่ปรากฏจำนวนให้ตรวจสอบได้เลย ผู้ที่รอดไปได้คนหนึ่งคือคุณศักยศรีภัทร (Shakyashribhadra) อธิการบดีคนสุดท้ายหนีไปอยู่ในดินแดนทิเบต หลังจากนั้น 40 ปีกว่า ชาวทิเบตคนหนึ่งได้ไปเยือนซากของนาลันทา ก็พบว่ายังคงมีอาจารย์สูงวัยท่านหนึ่งยังคงมาสอนนักศึกษาซึ่งมีอยู่เพียง 70 คนเท่านั้น ในช่วงเดียวกันนั้นกองทัพชาวเติร์กยังคงใช้กำลังในการขยายเขตแดนอย่างรุนแรง ทำให้นักศึกษาที่เหลืออยู่หลบหนีหายไปจนหมด

พุทธขอเกิดใหม่ในอินเดียอีกครั้ง



เซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม

(ภาพจาก wikipedia.org)

นับแต่นั้น พุทธศาสนสถานในอินเดียถูกทอดทิ้งเป็นเวลากว่า 6-700 ปี จนกระทั่งอังกฤษเข้ามาเป็นเจ้าอาณานิคม นายทหารช่างคนหนึ่งในกองทัพอังกฤษชื่อ เซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม สนใจใคร่เรียนรู้บ้านเมืองแห่งนี้ เพราะท่านเซอร์ (ไม่ใช่ป๋าเฟอร์กี้นะครับ) เป็นนักโบราณคดีด้วย ท่านไปตะลุยพบซากปรักหักพังของโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง รวมทั้งพระมหาเจดีย์พุทธคยาด้วย และได้ก่อตั้งกรมสำรวจโบราณคดีอินเดียขึ้นประมาณ พ.ศ.2400 (สมัยรัชกาลที่ 4) ด้วยความใคร่รู้ของท่าน ทำให้มีการปัดฝุ่นค้นคว้าเรื่องพุทธศาสนาในอินเดีย จากนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวของพุทธศาสนาในอินเดียรวมทั้งเรื่องขององค์อัครศาสนูปถัมภ์แห่งพุทธศาสนาคือ พระเจ้าอโศกมหาราช ก็กลับมาอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลท์อีกครั้ง




อนาคาริก ธรรมพล
(ภาพจาก wikipedia.org)


ท่านธรรมพลสักการะพระแท่นวัชรอาสน์
ข้างต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา
(ภาพจาก buddhanet.net)

ช้าก่อนโยม … ยังไม่มีชาวพุทธได้รับทราบและสนใจเรื่องนี้มากนักในขณะนั้น จะมีก็ชาวศรีลังกาท่านหนึ่งชื่อ อนาคาริก ธรรมพล ได้บากบั่นไปไหว้พระศรีมหาโพธิ์ที่เมืองคยาเมื่อ พ.ศ. 2434 (รัชกาลที่5) ซึ่งไปถึงแล้วตกใจที่พระพุทธรูปกลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปบูชาของต่างศาสนา จึงได้ปฏิญาณว่าจะอุทิศชีวิตกอบกู้พุทธศาสนสถานให้ได้ ท่านได้ใช้วิธีทางกระบวนการยุติธรรม ฟ้องศาลบังคับให้พระและคนศาสนาอื่นให้ออกไปจากพื้นที่ ใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะสำเร็จได้ นำไปสู่การก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ซึ่งทำหน้าที่บริหารดูแลพื้นที่รอบต้นพระศรีมหาโพธิ์และองค์มหาเจดีย์พุทธคยา ส่วนตัวท่านไม่ได้อยู่รอผลตัดสิน เพราะท่านล่วงหน้าอยู่บนสวรรค์แล้วสิบกว่าปี ท่านผู้นี้ได้บวชเป็นพระสงฆ์ที่เมืองสารนาถเมื่อ พ.ศ.2470 (รัชกาลที่ 7) แล้วก็เสียชีวิตในสมณเพศที่เมืองสารนาถนั่นเอง ท่านผู้นี้มีบทบาทต่อพุทธศาสนายุคใหม่ของศรีลังกาในปัจจุบันอย่างยิ่งและเป็นผู้ที่จุดประกายการฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดียในเวลาต่อมา

คนสำคัญอีกท่านหนึ่งเป็นชาวอินเดียคือ ดร.ภิเรา รามชิ อัมเบ็ดการ์ ชีวประวัติท่านน่าสนใจยิ่ง (จะหาโอกาสเล่าให้ท่านได้อ่านเป็นตอนต่างหาก) ท่านผู้นี้จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบอมเบย์ ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อเมริกา และไปจบโทอีกใบจากสถาบันเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics) หรือที่เราเรียกกันว่า แอลเอสอี อันมีชื่อเสียง จากนั้นยังจบปริญญาเอกสาขาเดียวกันอีกจากมหาวิทยาลัยแห่งลอนดอน ท่านเป็นทั้งนักกฎหมาย นักการเมือง นักปรัชญา นักมานุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และนักข่าว ท่านมีบทบาทสำคัญทางการเมืองอินเดียอย่างมากเพราะเป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอินเดีย เรียกว่า “สถาปนิกแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย” ก็ว่าได้ …



ดร.อัมเบ็ดการ์ในวัยหนุ่ม
(ภาพจาก wikipedia.org)


ดร.อัมเบ็ดการ์ (สวมแว่นตา นั่งเก้าอี้ด้านขวาบน)
ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอินเดีย
(ภาพจาก outlookindia.com)

ที่น่าสนใจคือ ดร.อัมเบ็ดการ์ท่านเกิดในครอบครัวของวรรณะศูทร! ทำให้ท่านสนใจศึกษาพุทธศาสนาควบคู่กับการศึกษาอื่นๆ ด้วยความที่ท่านถูกกดดันจากสังคมในเรื่องของวรรณะแม้จะจบการศึกษาสูงขนาดพีเอชดีมาตลอดนี่แหละ ท่านจึงชวนคุณนายของท่าน (ซึ่งมีวรรณะสูงกว่า เห็นมั้ยว่ารักกันจริง สิ่งอื่นไม่ต้องหวั่น) พร้อมทั้งชาววรรณะศูทรอีกหลายแสนคนเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา โดยทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ รับไตรสรณคมน์และศีลห้าเมื่อ พ.ศ. 2499 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพระพุทธศาสนาในอินเดียได้แจ้งเกิดอีกครั้งแล้ว และนับเป็นปีที่ดียิ่งเพราะรัฐบาลอินเดียจัดงานพุทธชยันตีฉลอง 25 พุทธศตวรรษในปีเดียวกันนั่นเอง

เมื่อศาสนาพุทธตื่น จึงฟื้นฟูนาลันทา



นาย เอ.พี.เจ. อับดุล คาลัม
อดีตประธานาธิบดีอินเดีย

(ภาพจาก theindianpictures.com)

ในปี 2549 อัจฉริยะอีกท่านหนึ่งของอินเดียคือท่าน เอ.พี.เจ. อับดุล คาลัม ประธานาธิบดีอินเดียในขณะนั้นได้เสนอแนวคิดการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยนาลันทาขึ้นใหม่ต่อสภารัฐพิหาร ทั้งที่ท่านเป็นชาวมุสลิม (ท่านผู้นี้เป็นสุดยอดอัจฉริยะในด้านวิทยาศาสตร์นานาแขนงของอินเดีย หลังจากที่ท่านพ้นตำแหน่งไปแล้ว ท่านยังคงเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง) มีการเสนอเป็นร่างกฎหมายซึ่งได้รับความเห็นชอบของทั้งสองสภาในปี 2553 และประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้ลงนามในกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นรัฐบัญญัติว่าด้วยมหาวิทยาลัยนาลันทา ค.ศ. 2010 ส่งผลให้มหาวิทยาลัยนาลันทาได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีนั้นเอง

ต่อมาในปี 2550 รัฐบาลอินเดียได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาชุดแรกขึ้น ซึ่งประกอบปราชญ์และผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีจากหลายประเทศ เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยนาลันทาเป็นศูนย์การเรียนรู้ในระดับสากล มีการยกระดับของเรื่องนี้ขึ้นเป็นระดับภูมิภาค โดยอยู่ในวาระการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จีน ญี่ปุ่นและเกาหลี คนไทยเราต้องภูมิใจที่หนึ่งในคณะที่ปรึกษาชุดแรกนี้คือ อาจารย์ประพจน์ อัศววิรุฬหการ คณบดีอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ทำหน้าที่จนถึงก่อนสิ้นปี 2553 เมื่อมีการเลือกคณะที่ปรึกษาชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน

ขั้นตอนต่อไปก็คือการหาทุนมาก่อสร้าง … คาดกันว่าจะต้องใช้เงินสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นสร้างอาคารเรียนครึ่งหนึ่งและระบบสาธารณูปโภคอีกครึ่งหนึ่ง นี่แหละครับเป็นที่มาของเงินสนับสนุนจากรัฐบาลไทยของเรา

คนไทยใจดีมีบุญกุศล

นอกจากเครือซีพีที่พูดถึงข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายรายที่ส่งเงินเข้าสมทบบัญชีของรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นบัญชีพิเศษ ได้แก่ ปตท.สผ. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ร่วมบริจาคในบัญชีดังกล่าวแล้ว รวมเป็นเงินของภาคเอกชนกว่า 3 หมื่นเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีบริษัทไทยอื่นๆ บริจาคเพิ่มอีกในอนาคตด้วยครับ …

ใบเสร็จหรือครับ? เมื่อธนาคารแจ้งว่าได้รับเงินบริจาคแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะออกใบเสร็จรับเงินและจัดส่งให้ผู้ที่บริจาคครับ แต่การบริจาคเงินสนับสนุนโครงการนี้ ไม่เข้าข่ายหลักเกณฑ์เงินบริจาคที่รัฐอนุญาตให้นำไปหักลดหย่อนภาษี ฉะนั้น ขอย้ำเตือนผู้ที่จะบริจาคกรณีนี้ว่าไม่สามารถใช้ใบเสร็จรับเงินไปลดหย่อนภาษีได้ …

อย่าเผลอไปยื่นหักภาษีนะครับ ถือว่าทำบุญเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อการศึกษา ศาสนา และเพื่อชาติกันครับ (แล้วอย่าลืมล่ะว่าท่านมีเวลาอีกไม่กี่วันที่จะทำหน้าที่พลเมืองที่ดีด้วยการไปเสียภาษีประจำปีให้เรียบร้อย … ผมได้ทำหน้าที่เรียบร้อยแล้วครับพ้ม พลเมืองไทย 100%)

อีก 2-3 ปีข้างหน้าเมื่อมหาวิทยาลัยนาลันทาเปิดรับนักศึกษาและทำการสอนแล้ว ลูกหลานเหลนโหลนของท่านทั้งหลายอาจมาเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันแห่งนี้ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้ จริงไหมครับ

กิตินัย นุตกุล

19 มีนาคม 2555