อลังการงานวิวาห์สไตล์ภารตะ

เดือนมกราคมเป็นช่วงที่อากาศหนาวที่สุดของอินเดีย โดยเฉพาะอินเดียทางเหนือ ที่นิวเดลีเมืองหลวง อุณหภูมิต่ำสุดตอนเช้าตรู่และตอนกลางคืน ลดลงได้ถึง 4-5 องศาเซลเซียส หนาวจับใจทีเดียว

หนาวๆ แบบนี้ เป็นฤดูกาลงานวิวาห์ของชาวภารตะ ประมาณว่า หนาวเนื้อห่มเนื้อจึงหายหนาว…. หนาวรักห่มรักอุ่นรักสบาย ….

ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคม ชาวอินเดียถือเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับการแต่งงาน โรงแรมหรูๆ และอาคารสำหรับงานแต่งงานถูกจองคิวกันเต็มตลอดหกเดือน โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม ถือเป็นช่วงฮิตที่สุด

การแต่งงานตามความเชื่อของชาวฮินดู เป็นขั้นตอนที่สำคัญของชีวิต เป็นขั้นที่สองของชีวิตสี่ระดับตามคติของศาสนาพราหมณ์ ที่เริ่มต้นจาก “พรหมจารี” คือวัยเยาว์ต้องศึกษาหาความรู้ “คฤหัสถ์” วัยผู้ใหญ่ที่ถึงเวลามีเหย้ามีเรือนและสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว “วานปรัสถ์” วัยสูงอายุ หลังจากตัวเองมั่นคงแล้ว ก็ต้องบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม และขั้นสุดท้ายของชีวิต “สันยาส” วัยชรา เป็นเวลาที่ต้องบำเพ็ญพรตและสั่งสอนผู้อื่นให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ

เรื่องการหาคู่ชีวิตที่เหมาะสมให้ลูกสาวลูกชายเป็นหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ชาวอินเดีย แต่ก็ไมใช่เรื่องคลุมถุงชนแบบบังคับใจกันซะทีเดียว โดยเฉพาะในสังคมเมืองสมัยใหม่ยุคไฮเทคแบบนี้ แต่สิ่งที่พ่อแม่จะมีบทบาทคือ เมื่อถึงวัยที่สมควร ประมาณ 20-25 พ่อแม่ก็จะเริ่มมองหาว่าที่ลูกเขยลูกสะใภ้จากครอบครัวที่มีพื้นฐานใกล้เคียง และคิดว่าจะเป็นคู่ชีวิตที่ดีของลูกได้ แล้วก็ถึงเวลาที่จะนัดให้มาดูตัวกัน ให้เวลาพูดคุยทำความรู้จักกัน แต่ถ้าลองคบกันดูแล้ว ไม่ถูกใจกัน พ่อแม่สมัยใหม่ก็จะไม่ฝืนใจ ก็จริงอยู่ที่ในสังคมชนชนบทหรือบางครอบครัวที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม การบังคับใจกันก็ยังมีอยู่ แต่เท่าที่ลองถามๆ คนอินเดียหลายคนที่แต่งงานด้วยการแนะนำของพ่อแม่ แม้จะไม่ได้รักกันจี๋จ๋าในตอนแรก แต่ก็มักจะบอกว่า อยู่ๆ กันไปก็รักกันไปเอง … แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่คู่แต่งงานแบบที่รักกันเอง เป็นแฟนกันเองก็มีเยอะ โดยเฉพาะหนุ่มสาวในสังคมเมือง

สาวๆ อินเดีย ถ้าวัยใกล้ 30 แล้วยังไม่มีคู่ ถือเป็นเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจขนาดหนัก พ่อแม่ก็พลอยกังวลไปด้วย ธุรกิจหาคู่จึงเป็นเรื่องปกติในสังคมอินเดีย ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์ จะมีหน้าโฆษณาหาคู่ ไม่ใช่แค่คอลัมน์ครึ่งหน้าหนังสือพิมพ์แบบมาลัยเสี่ยงรักหรือลุงหนวดหาคู่ในไทยรัฐนะ แต่มีแบบเต็มๆ หน้าอยู่หลายแผ่น แต่ละคน ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ก็จะบรรยายสรรพคุณของตัวเองอย่างเต็มที่ แถมบอกด้วยว่าต้องการได้คู่แบบไหน



โฆษณาหาคู่กันแบบเต็มๆ หน้า

คำถามที่มักจะได้ยินบ่อยๆ คือ คนอินเดียแต่งงานข้ามวรรณะได้มั๊ย คำตอบมีหลายแง่มุม ถ้าจะว่ากันตามตัวบทกฎหมาย ว่าด้วย พ.ร.บ. การแต่งงานตามแบบฮินดูที่บัญญัติไว้ตั้งแต่ปี 1955 ชาวฮินดูต่างวรรณะสามารถแต่งงานกันได้ ไม่แค่นั้น ยังสามารถแต่งงานกับคนศาสนาอื่นได้ด้วย แต่ตามสังคมชนบท เรื่องวรรณะก็ยังเป็นเรื่องที่เคร่งครัดกันอยู่ ในขณะที่สำหรับสังคมชาวเมือง การแต่งงานข้ามวรรณะเป็นเรื่องทำได้ เรื่องที่น่าจะสำคัญมากกว่า คือครอบครัวเข้ากันได้ เพราะ การแต่งงาน ของชาวอินเดีย ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน!

แต่ความที่อินเดียเป็นประเทศใหญ่ หลากหลายวัฒนธรรม ชาวมุสลิม ชาวคริสต์ ชาวปาร์ซี ก็มีกฎหมายแต่งงานของแต่ละศาสนาด้วยเหมือนกัน

เมื่อตกลงปลงใจกันได้แล้ว ไม่ว่าจะด้วยการจัดการของพ่อแม่ หรือด้วยความรัก ทีนี้ก็มาถึงเรื่องการจัดงานแต่งงาน

พิธีแต่งงานของชาวฮินดูเป็นงานที่มีหลายขั้นตอน และมีสีสันอลังการน่าตื่นตาตื่นใจ ธรรมเนียมหลายเรื่อง ไทยก็รับมาจากอินเดีย คติความเชื่อแง่คิดหลายอย่างที่อยู่เบื้องหลัง ก็เป็นเรื่องน่าศึกษา

ก่อนถึงวันแต่งงานจริงๆ ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องทำพิธีหลักๆ อย่างน้อย 3 งาน การ์ดแต่งงานของชาวอินเดียไม่ใช่แค่การ์ดใบเดียวใส่ซองหนึ่งซอง แต่มาเป็นกล่อง มีการ์ดเชิญสำหรับหลายพิธี ถ้าเป็นการ์ดเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ ในกล่องนอกจากจะมีการ์ดเชิญอย่างน้อย 3 ใบแล้ว ยังแถมด้วยถั่วหรือขนมหวานอีกด้วย สีสันของการ์ดเชิญ และกล่องก็ฉูดฉาดบาดตา ปักมุกประดับเลื่อมอย่างสวยงาม ความอลังการของงานแต่งงานจึงเริ่มตั้งแต่การ์ดเชิญ



การ์ดเชิญ มาเป็นกล่อง


พิธีแรก วันแรก เป็นพิธีทางศาสนา พราหมณ์เป็นผู้ทำพิธี โดยการกล่าวบทสวดบูชาเทพเจ้าที่นับถือ และจะเล่าตำนานเกี่ยวกับเทพองค์นั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่มีคติสอนใจ พิธีนี้ เจ้าบ่าว เจ้าสาวต่างฝ่ายต่างจัดกันที่บ้านของตัวเอง

พิธีที่สอง เป็นงานหมั้น ฝ่ายเจ้าสาวจะนำขนมหวานมาให้ฝ่ายเจ้าบ่าว บางคู่ ก็มีการแลกแหวนตามธรรมเนียมตะวันตก พ่อหรือพี่ชายของเจ้าสาวจะแต้มแป้งฝุ่นสีแดงที่หน้าผากเจ้าบ่าว เรียกว่า tilak เป็นการบอกกล่าวว่า ผู้ชายคนนี้ ถูกจับจองแล้ว

พิธีที่สาม เป็นเรื่องของการประทินโฉม ครอบครัวของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะนำสมุนไพรต่างๆ เช่น ขมิ้น ผงไม้จันทน์ มาขัดสีฉวีวรรณให้ผิวพรรณผุดผ่องในวันแต่งงาน สำหรับคนไทย ก็ต้องเข้าคอร์สทำสปานวดหน้านวดตัว

ในคืนวันเดียวกันนั้น จะเป็นการร้องรำทำเพลง เรียกว่างาน Sangeet หรือสังคีตในภาษาไทย (สันสกฤต) เจ้าบ่าว เจ้าสาวต่างคนต่างจัดงานที่บ้านตัวเอง โดยเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมงาน ถ้าเปรียบเทียบกับธรรมเนียมตะวันตกที่ไทยก็รับมาใช้ ก็คงเหมือนปาร์ตี้สละโสด ที่ต่างฝ่ายขอสนุกสุดเหวี่ยงก่อนการใช้ชีวิตคู่



สังคีต : งานเต้นรำสนุกสุดฤทธิ์

สำหรับฝ่ายหญิง มีงานพิเศษ เรียกว่า Mehandi เป็นงานที่ญาติและเพื่อนผู้หญิงจะทา “เฮนน่า” ให้เจ้าสาว เฮนน่าเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง นำมาผสมน้ำจนข้น ใช้วาดลวดลายตามมือ แขน ขา ของเจ้าสาว



มือเจ้าสาวที่ทาเฮนน่าแล้ว

มาถึงวันงานที่สำคัญที่สุด คืองานแต่งงานของจริง งานนี้ ก็มีหลายขั้นตอน จะเริ่มเวลาไหน ก็สุดแต่ฤกษ์งาม ยามดีที่พราหมณ์จะเป็นผู้กำหนด เรื่องการหาฤกษ์นี้ ไทยรับมาเต็มๆ

เริ่มแรก เป็นพิธีทางศาสนา พราหมณ์จะสวดบูชาเทพเจ้า ผูกด้ายสายสิญจ์ให้เจ้าบ่าว ในขณะที่เจ้าสาวรอเจ้าบ่าวอยู่ในพิธี เจ้าบ่าวซึ่งอยู่ในชุดสุดเทห์ ก็จะขี่ม้าเข้าไปในงาน บรรดาญาติมิตรก็จะเต้นรำทำเพลงแห่แหนเจ้าบ่าวมาเป็นขบวน พอถึงที่ ฝ่ายเพื่อนหรือญาติเจ้าสาวจะกั้นประตู เจ้าบ่าวก็ต้องให้ของขวัญ จะเป็นอะไรก็ได้ อาจจะเป็นเงิน หรือเครื่องประดับ ถึงจะผ่านเข้าไปได้ ธรรมเนียมนี้ ไทยก็นำมาใช้เหมือนกัน



เจ้าบ่าวขี่ม้าขาว



เจ้าบ่าวต้องฝ่าด่านประตูของฝ่ายญาติเจ้าสาว เหมือนการกั้นประตูเงินประตูทองตามธรรมเนียมไทย

เมื่อถึงงาน จะเริ่มด้วยพิธี Jayamaala หรือชัยมาลา คือเจ้าบ่าวเจ้าสาวแลกมาลัยคล้องคอซึ่งกันและกัน ครอบครัวของสองฝ่ายจะทักทายทำความรู้จักกัน ญาติผู้อาวุโสของสองครอบครัว เช่น ลุงของทั้งสองฝ่ายจะแลกพวงมาลัยและของขวัญกัน เป็นสัญญาณว่าต่อไปนี้ ทั้งสองครอบครัวเกี่ยวดองกันแล้ว



ชัยมาลา : เจ้าบ่าว เจ้าสาวแลกมาลัย

จากนั้น เป็นการแลกของขวัญ ตามธรรมเนียมดั้งเดิมของฮินดู เรียกว่า Gau Daan เป็นภาษาไทยคือ โค (ที่แปลว่าวัว) ทาน (ที่แปลว่าการให้) เมื่อก่อน ฝ่ายหญิงต้องนำวัวมาให้ครอบครัวเจ้าบ่าว เพราะวัวถือเป็นแหล่งที่มาของอาหาร แต่ปัจจุบัน ก็เป็นการแลกของขวัญ เสื้อผ้า เครื่องประดับ แม่เจ้าบ่าวจะให้สายสร้อยแก่เจ้าสาว เรียกว่า mangala sootra หรือ มงคลสูตรในภาษาไทย ถือเป็นการรับลูกสะใภ้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

เรื่องที่เจ้าสาวอินเดียต้องเป็นคนให้ของหมั้นเจ้าบ่าวคงเป็นเรื่องคุ้นหูคนไทย ก็เป็นเรื่องจริง แต่ที่มาของเรื่องนี้ก็คือ ในสังคมอินเดีย ซึ่งก็อาจเหมือนกับอีกหลายสังคมในเอเชีย เชื่อว่าการที่ลูกสาวแต่งงาน เป็นการสละลูกสาวให้เป็นคนของครอบครัวเจ้าบ่าว ฉะนั้น ในวันแต่งงาน ครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวจึงต้องเตรียมข้าวของเครื่องใช้ เช่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ เงินทอง มอบให้ลูกสาวเพื่อไว้ใช้เมื่อต้องจากบ้านตัวเองไปแล้ว ไปๆ มาๆ จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่เจ้าสาวต้องให้ของขวัญของหมั้นแก่ครอบครัวเจ้าบ่าว

หลังจากเจ้าบ่าวเจ้าสาวแลกพวงมาลัยกันแล้ว ก็จะเป็นช่วงที่ญาติและเพื่อนมาแสดงความยินดีกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว ถ่ายรูปร่วมกันบนเวที และรับประทานอาหาร

จากนั้น ก็จะเป็นพิธีสำคัญอีกหนึ่งพิธี โดย Purohit หรือปุโรหิตในภาษาไทย ซึ่งก็คือพราหมณ์ จะทำพิธีก่อ กองไฟ สวดบูชาไฟ และให้พรพร้อมทั้งคำสั่งสอนสำหรับการใช้ชีวิตคู่ จากนั้น เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะจูงมือเดินรอบกองไฟ 7 รอบ พร้อมๆ ไปกับการกล่าวคำมั่นสัญญาต่อกัน จบด้วย Ashirvada หรืออาศิรวาท เป็นการให้พรโดยพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย



หลังเสร็จพิธีกล่าวคำมั่นสัญญารอบกองไฟ

มาถึงตอนเศร้า คือเจ้าสาวต้องลาจากครอบครัวตัวเอง เป็นพิธีที่ต้องมีพราหมณ์มาสวดอีกเหมือนกัน เป็นเวลาที่เจ้าสาวมักจะน้ำตานองหน้า พ่อเจ้าสาวจะยื่นมือลูกสาวให้เจ้าบ่าว เป็นการขอให้เจ้าบ่าวปกป้องดูแลลูกสาวให้ดี หลังจากที่เจ้าสาวก้าวออกจากบ้านของตัวเอง จะหันหลังโปรยข้าวสารเข้าไปในบ้าน เป็นสัญลักษณ์ที่เจ้าสาวต้องการขอพรให้ครอบครัวพ่อแม่มีแต่ความผาสุกอยู่ดีกินดี

แต่ละรัฐ แต่ละภาค แต่ละวรรณะ แต่ละชุมชน ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยของธรรมเนียมงานแตกต่างกันไป แต่โดยหลักๆ ก็จะมีอย่างที่เล่าให้ฟัง สรุปว่า งานแต่งงานชาวอินเดียแบบพิธีฮินดู มีหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนมีความหมาย

ไม่รู้เหมือนกันว่า เป็นกุศโลบายที่ต้องการให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวนึกถึงความเหนื่อยยากกว่าจะผ่านพิธีแต่งงานมาได้หรือไม่ ถึงทำให้อัตราการหย่าร้างของชาวอินเดียมีน้อย

ศศิริทธิ์ ตันกุลรัตน์

24 มกราคม 2556