ตามรอยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทำความรู้จักสาธารณรัฐอินเดีย: ตอนที่ 2 กลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และบรรจุพระธาตุของพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ

ความเดิมตอนที่แล้ว สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้นำเสนอบทความตามรอยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทำความรู้จักสาธารณรัฐอินเดีย ตอนที่ 1 เกี่ยวกับคานธี สมฤติ

ครั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ จะขอนำเสนอสถานที่ที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาอีกแห่งหนึ่งของอินเดีย ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยมากนัก นั่นก็คือกลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี (Buddhist Monuments at Sanchi) ตั้งอยู่เมืองโภปาล (Bhopal) รัฐมัธยประเทศ ซึ่งรัฐแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโบราณสถานและพุทธศาสนสถานที่สำคัญที่เป็นมรดกโลกถึง 3 แห่ง ได้แก่ วัดคชุราโห (Khajuraho) ภาพวาดยุคหินที่เมืองภีมเบฏกา (Bhimbetka) และมหาสถูปสาญจี (Sanchi) ที่จะกล่าวถึงในวันนี้

ขอบคุณภาพจาก historyinindia.com

การเสด็จฯ เยือนกลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจีของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 20 – 26 พฤศจิกายน 2559 เพื่อทรงรับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลสันสกฤตโลกประจำปี 2558 ที่จัดตั้งขึ้นโดยสภาวัฒนธรรมสัมพันธ์แห่งอินเดีย นอกจากนี้ ยังได้ทรงเปิดงานนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ร่วมกับศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศของอินเดีย เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย และร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อินเดีย ซึ่งครบรอบในวันที่ 1 สิงหาคม 2560

และในการเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐอินเดียในครั้งนี้ พระองค์ได้เสด็จฯ เยือนกลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 โดยได้ทรงพระดำเนินรอบมหาสถูปสาญจี ทอดพระเนตรซุ้มประตูโตรณะด้านทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือ และเสาอโศก ทอดพระเนตรทิวทัศน์รอบมหาสถูปสาญจี ทอดพระเนตรรูปแกะสลักซึ่งสื่อความหมายทางพุทธศาสนา เช่น ดอกบัว ต้นโพธิ์ ช้าง สิงห์ ทอดพระเนตรบริเวณพระอารามและลานฝึกสมาธิพระภิกษุในสมัยโบราณ และทอดพระเนตรวัดเชษฐิยคีรีวิหาร มหาพุทธสมาคมแห่งศรีลังกา

…ทำความรู้จัก…กลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี

ขอบคุณภาพจาก blog.railyatri.in

กลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสาญจี (Sanchi) ในเขตรายเซน (Raisen) รัฐมัธยประเทศ ห่างจากเมืองโภปาล (Bhopal) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 46 กิโลเมตร เริ่มสร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช ในช่วงศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า (พระเกศา พระทนต์ และพระอังสา) และเพื่อบรรจุพระธาตุของพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ และพระสมณทูตอีก 10 รูป ที่ทรงส่งไปประกาศพระศาสนา รวมทั้งเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่พระนางเวทิสา พระมเหสีองค์แรกของพระองค์ซึ่งประสูติในบริเวณใกล้เคียง


มหาสถูปสาญจี
ขอบคุณภาพจาก mptourism.com

มหาสถูปสาญจี เป็นศาสนาสถานที่สำคัญที่สุดในกลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี ซึ่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี พ.ศ. 2532 โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ (1) มีความเป็นเอกลักษณ์ทางด้านความเก่าแก่และความประณีตงดงามของงานศิลปะ โดยเป็นพุทธสถานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดียและในโลก (2) สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะและสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาของอินเดียในระยะ 1,300  ปี (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 3 – 16) อันครอบคลุมเกือบทั้งหมดของยุคคลาสสิคของพุทธศาสนาในอินเดีย (3) ได้รับการยอมรับในฐานะจุดศูนย์กลางในการเผยแพร่วัฒนธรรมและศิลปะไปทั่วอาณาจักรเมารยะและทั่วอินเดีย โดยหลักฐานชิ้นสำคัญได้แก่เสาอโศก (Ashok Pillar) ที่บริเวณทิศตะวันตกของมหาสถูปสาญจี จุดเด่นของกลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี ได้แก่ มหาสถูปสาญจี ประตูโตรณะทั้งสี่ (Torana) และเสาอโศก รวมทั้งสถูปหมายเลข 2 และ 3 ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง


ภายในมหาสถูปสาญจี
ขอบคุณภาพจาก wikipedia.org

มหาสถูปสาญจีมีโครงสร้างหินเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย สูง 16 เมตร กว้าง 37 เมตร แกนกลางของสถูปเป็นโครงสร้างอิฐรูปครึ่งวงกลมที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ด้านบนของสถูปปักฉัตรวลี (ร่มหลายชั้น) ที่บ่งบอกถึงความสำคัญของสถูปแห่งนี้


ประตูโตรณะ
ขอบคุณภาพจาก hiveminer.com

ประตูโตรณะเป็นประตูทางเข้ามหาสถูปจากทั้งสี่ทิศ มียอดสามชั้น ทำด้วยศิลาจารึกแบบนูนต่ำและนูนสูง มีความละเอียดอ่อน สมดุลและงดงามมากอย่างหาที่เปรียบได้ยาก เล่าถึงพุทธประวัติและพุทธชาดก โดยใช้สัญลักษณ์ได้แก่ ต้นโพธิ์ ธรรมจักร หรือรอยพระบาทแทนพระองค์


จารึกแบบนูนต่ำที่ประตูโตรณะ
ขอบคุณภาพจาก hiveminer.com

นับเป็นผลงานด้านพุทธศิลป์ชิ้นเอกในช่วงต้นของพุทธศาสนาที่แสดงถึงการหลอมรวมของอิทธิพลในท้องถิ่นและจากภายนอก อนึ่ง ประตูด้านใต้ซึ่งเป็นประตูที่สำคัญที่สุดมีธรรมจักรประดับอยู่ด้านบนของประตูด้วย


เสาอโศก
ขอบคุณภาพจาก http://tourmet.com

เสาอโศกตั้งอยู่ด้านตะวันตกของมหาสถูป ได้รับการยกย่องในแง่ของความสมดุลของโครงสร้าง ทั้งนี้ รูปสิงโตซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของอินเดียก็มีที่มาจากสิงโตที่ฐานเสาอโศกแห่งนี้


สถูปหมายเลข 2


สถูปหมายเลข 3
ขอบคุณภาพจาก upload.wikimedia.org

สถูปหมายเลข 2 และ 3
เป็นส่วนหนึ่งของสถูปขนาดเล็ก 7 แห่งที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างขึ้น โดยจากการสำรวจขุดพบเมื่อปี พ.ศ. 2394  ได้พบผอบบรรจุพระธาตุอยู่ในสถูปหมายเลข 3 ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระธาตุของพระอัครสาวกเบื้องขวา-ซ้าย คือพระสารีบุตร  และพระมหาโมคคัลลานะ ปัจจุบันผอบดังกล่าวตั้งให้ประชาชนได้สักการะที่เชษฐิยคีรีวิหาร (Chetiyagiri Vihar Mahabhodi Society of Sri Lanka) หรือที่รู้จักกันในนามของวัดศรีลังกา บริเวณใกล้ทางเข้ามหาสถูปสาญจี)


เชษฐิยคีรีวิหาร
ขอบคุณภาพจาก flickr.com

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ สามารถเดินทางมายังประเทศอินเดีย และนั่งเครื่องบินภายในประเทศไปยังท่าอากาศยานเมืองโภปาล (Raja Bhoj Airport) จากนั้นนั่งรถยนต์ต่อไปยังกลุ่มพุทธศาสนสถานแห่งสาญจี โดยใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

เชษฐ์ธิดา กิตติ์ชัยวัชร์
26 สิงหาคม 2560
(บทความนี้ดัดแปลงจากข้อมูลที่จัดทำขึ้นโดย สกญ. ณ เมืองมุมไบ)