จาก “เอกราช” สู่ “อินเดียใหม่” ในอีก 5 ปีข้างหน้า

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้ออกมากล่าวคำปราศรัยและเชิญธงชาติอินเดียขึ้นที่ลานดินหน้าอดีตพระราชวังป้อมแดง หรือ Red Fort ที่กรุงนิวเดลี ในโอกาสครบรอบ 70 ปีที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ การฉลองเอกราชอินเดียดังกล่าวนับเป็นกิจกรรมประจำปีที่นายกรัฐมนตรีอินเดียทุกคนยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2490 โดยนอกจากจะเป็นการระลึกถึงการต่อสู้ในอดีตของชาวอินเดียแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสให้ผู้นำได้ส่งสารถึงประชาชน โดยประเด็นที่อยู่ในคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรีก็แตกต่างกันไปแต่ละปี และมักหนีไม่พ้นการกล่าวถึงแนวนโยบายในการบริหารประเทศของรัฐบาล ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษา เพราะสะท้อนให้เห็นทิศทางว่าผู้นำคิดจะพัฒนาประเทศอินเดียไปในแนวทางใด

สำหรับหัวข้อหลักของคำปราศรัยในปีนี้ ซึ่งนับเป็นการกล่าวปราศรัยครั้งที่ 4 ของนายกโมดี คือ “อินเดียใหม่ หรือ New India” ซึ่งเป็นโครงร่างประเทศอินเดียในอุดมคติของนายโมดีและเป็นเป้าหมายที่ตั้งใจจะทำให้บรรลุให้ได้ในปี 2565 หรือ 5 ปี นับจากนี้ นายโมดีได้นิยามอินเดียใหม่ว่าเป็นประเทศอินเดีย ที่มั่นคง รุ่งเรืองและเข้มแข็ง ประชาชนมีความเท่าเทียมกัน สตรีและเยาวชนมีโอกาสที่จะทำตามความฝัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มีบทบาทในการสร้างชาติ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า คนอินเดียทุกคนมีที่อยู่อาศัย ไฟฟ้า น้ำประปา สังคมปราศจากความแตกต่างทางชนชั้น วรรณะ ศาสนา การก่อการร้าย การคอร์รัปชั่น มีการปกครองและบริหารบ้านเมืองอย่างมีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพและโปร่งใส ส่วนแนวทางที่จะนำไปสู่อินเดียใหม่ก็มีหลายทาง ขอหยิบยกตัวอย่างที่นายกโมดีกล่าวถึง ได้แก่ หนึ่ง การเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นระบบที่มอบโอกาสและสิทธิที่เท่าเทียมให้กับทุกคน สอง นายกโมดีชักชวนให้ประชาชนอินเดียละทิ้งทัศนคติ “อะไรก็ได้” มายึดถือทัศนคติ “เราเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้” ทั้งนี้ สภาพสังคมแบบยึดถือชนชั้นวรรณะนับเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาอินเดียมาหลายยุคสมัย การเปลี่ยนแปลงทัศนคติจากการยอมรับชะตากรรมมาเชื่อว่า เราเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ได้ จึงเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก โดยนายโมดีเชื่อว่าการอุทิศตนและการทำงานหนักจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นได้ และสาม ทุกคนในประเทศต้องมีความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจนำพาอินเดียไปสู่อินเดียใหม่

นอกจากนี้ นายกโมดีก็ได้กล่าวถึง ความสำเร็จของนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล แน่นอนว่า นโยบายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอินเดียไปสู่ความเป็นอินเดียใหม่ เช่น การช่วยเหลือคนจน ชาวนา เกษตรกร ที่สำคัญ คือ การช่วยเหลือให้ผลผลิตของชาวนาได้ออกสู่ตลาด ดังนั้นรัฐบาลจึงเร่งผลักดันการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ในสาขาการแปรรูปอาหาร (food processing) ซึ่งนับเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยเพราะเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ การสร้างโอกาสและปกป้องสิทธิสตรี เช่น การที่รัฐอุดหนุนแก๊สหุงต้ม (LPG Gas Subsidy) ให้กับสตรีอินเดีย 20 ล้านคน เพื่อลดการใช้ฟืนซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การสนับสนุนการยกเลิก Triple Tilaq ซึ่งเป็นธรรมเนียมมุสลิมที่อนุญาตให้สามีหย่าภริยาได้ โดยประกาศเพียง 3 ครั้ง ซึ่งปฏิบัติอยู่ในชุมชนมุสลิมบางแห่งรวมทั้งในชุมชนมุสลิมอินเดีย การเพิ่มวันลาคลอดจาก 12 สัปดาห์เป็น 26 สัปดาห์ เป็นต้น ความสำเร็จที่รัฐบาลภูมิใจอีกประการ คือ การปราบปราบการทุจริต คอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการลดขั้นตอนและปรับปรุงระเบียบทางราชการและนโยบายยกเลิกธนบัตรมูลค่า 500 และ 1,000 รูปี (demonetisation) การปฏิรูประบบเศรษฐกิจ เช่น การออกกฎหมาย GST (Goods and Services Tax) ที่ทำให้อินเดียมีอัตราภาษีเป็นอัตราเดียวกันทั่วประเทศ ลดต้นทุนและเวลาการขนส่งระหว่างรัฐ รวมทั้งส่งเสริมการแข่งขันระหว่างรัฐด้วย และมีโครงการเปิดบัญชีธนาคารสำหรับคนจน (Pradhan Mantri Jan Dhan Yojna) ทำให้มีบัญชีธนาคารใหม่ถึง 290 ล้านบัญชีและเงินสดเข้าสู่ระบบที่ตรวจสอบได้และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจปลอดเงินสด หรือ (cashless society) นอกจากนี้รัฐบาลยังมุ่งเน้นการพัฒนา รัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วประเทศทั้งทางหลวง ทางรถไฟ ทางอากาศ ในปีนี้นายโมดีกล่าวว่าต้องการพัฒนาให้รัฐทางตะวันออกของอินเดียมีความเจริญรุ่งเรือง โดยกล่าวถึง พิหาร อัสสัม เบงกอลตะวันตก โอริสสา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย (ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับอาเซียน ผ่านประเทศเมียนมา) เป็นการเฉพาะเจาะจง

ภาพผู้นำอินเดีย ณ เวทีกล่าวคำปราศรัย ณ ลานดิน หน้าป้อมแดง / photo courtesy AP

หลายฝ่ายเห็นพ้องว่า คำปราศรัยในปีนี้เป็นแคมเปญเลือกตั้งดี ๆ นี่เอง โดยนายโมดีมุ่งไปทางการร้อยเรียงความสำเร็จของนโยบายรัฐบาลที่ได้สัญญาไว้ รวมทั้งเริ่มเสนอ “New India” ในฐานะจุดขายใหม่สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 แม้จะไม่เห็นเป้าหมายที่จับต้องได้ของ New India แต่อย่างน้อยก็เห็นว่า มีนัยของ “การพัฒนา” ประเทศอินเดียในมิติต่าง ๆ ตลอดจนการปราบปรามการทุจริต ซึ่งสำหรับผู้ที่สนับสนุนนายโมดีอยู่แล้วก็พึงพอใจ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากกลุ่มที่ไม่ได้สนับสนุนแต่ก็ไม่คัดค้านไว้ได้

ขณะเดียวกันคำปราศรัยก็สะท้อนถึงความยอมรับในความแตกต่างหลากหลายในสังคมอินเดีย โดยละเว้นที่จะไม่พูดถึงเรื่องศาสนาและชนชั้น พร้อม ๆ กับการมุ่งเน้นสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ โดยนายกโมดีเองพยายามเชื่อมโยง (engage) ไปสู่ประชาชนทุกฝ่าย ผ่านการย้ำถึงคำว่า “ทุกคน” “ความร่วมแรงร่วมใจ” “Team India” “Unite India” ซึ่งรวมไปถึงการพยายามที่จะรวมประชาชนชาวแคชเมียร์เข้ามาในการแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบในรัฐชัมมูร์และแคชเมียร์ด้วย มีการกล่าวผ่าน ๆ ตอนหนึ่งถึงพระพุทธเจ้าและมหาตมะคานธีว่า อินเดียเป็นดินแดนของบุคคลสำคัญทั้งสองท่าน อย่างไรก็ดี สังเกตได้ว่าคำปราศรัยยังคงสะท้อนถึงเลือดฮินดูที่เข้มข้นของผู้นำโดยมีการอ้างถึงเทวตำนานฮินดูหลายครั้งและยังได้ยกคำสอนในคัมภีร์ฮินดูขึ้นมาในตอนท้ายด้วย

ส่วนปฏิกิริยาจากฝ่ายค้าน เช่นพรรคคองเกรส ก็เป็นไปในทางที่คาดเดาได้ คือ พยายามลบล้างความน่าเชื่อถือ (discredit) ของนายโมดี โดยได้วิจารณ์ว่า น่าผิดหวัง และได้จับผิดบางประเด็น เช่น การแสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวทางแก้ปัญหาแคชเมียร์ของนายโมดี (ที่มีนัยว่าจะไม่ใช้กำลังแต่เพียงอย่างเดียว) การท้าทายให้รัฐบาลแสดงหลักฐานว่ามาตรการ demonetization ได้ผลดีจริงตามที่อ้าง โดยเฉพาะการให้ชี้แจงปริมาณเงินนอกระบบที่ได้กลับเข้าสู่ระบบจริง ๆ การโจมตีว่าความสำเร็จในเรื่องการผ่านกฎหมาย GST เป็นเพราะฝ่ายค้านปัจจุบัน (ซึ่งก็คือ พรรคคองเกรสเอง) มีความรับผิดชอบเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของชาติ จึงให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการผ่านกฏหมาย GST ได้ ขณะที่พรรค BJP ในสมัยที่เป็นฝ่ายค้าน ก็เคยขัดขวาง GST มาก่อนเอง และการวิจารณ์ว่า นายโมดีไม่กล้ากล่าวถึงการเผชิญหน้ากับกองทหารจีนที่ Doklum เป็นต้น อย่างไรก็ดี นอกจากท่าทีของพรรคฝ่ายค้านและพันธมิตรแล้ว ท่าทีของประชาชนอินเดีย สื่อมวลชนส่วนใหญ่ต่อคำปราศรัยนี้ ค่อนข้างตอบสนองด้วยดีและไม่ได้เป็นไปในทางลบ

ต้องยอมรับว่าโมดีเป็นนักการเมืองที่มีวาทศิลป์ที่เยี่ยมยอด ในตอนหนึ่งนายโมดีได้เปรียบการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็น “อินเดียใหม่” ครั้งนี้ กับ การเรียกร้องเอกราชให้กับอินเดียในอดีต โดยนักต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียในประวัติศาสตร์ได้ร่วมกันต่อสู้ขับไล่อังกฤษออกไปจากอินเดียภายใต้คำขวัญว่า “Bharat Chodo” หรือ “Quit India” และใช้เวลา 5 ปี ในการบรรลุเป้าหมาย (ค.ศ. 1942 – 1947) ส่วนในยุคปัจจุบัน นายกโมดีก็ปลุกระดมให้ประชาชนอินเดียจำนวน 1.25 พันล้านคน มาร่วมเป็นนักต่อสู้เพื่อ New India ภายใต้คำขวัญว่า “Bharat Jodo” หรือ “Unite India” และกำหนดให้บรรลุเป้าหมายภายในเวลา 5 ปี เช่นกัน (ค.ศ. 2017 – 2022) นอกจากนั้น นายกโมดียังได้อ้างถึงอุดมการณ์ “สวราช” ของนักต่อสู้ยุคโน้น ซึ่งหมายถึงการที่อินเดียต้องได้รับเอกราชและสิทธิปกครองตนเองจากอังกฤษ และกล่าวว่า ชาวอินเดียยุคใหม่นี้จะต้องมุ่งไปสู่ “สุราช” หรือธรรมาภิบาล (Good Governance) อีกด้วย

มาติดตามดูกันว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า อินเดียใหม่เมื่ออายุ 75 ปี (หลังจากการได้รับเอกราชจากอังกฤษ) จะมีหน้าตาเช่นไร แต่ก่อนอื่นต้องติดตามว่านายโมดีกับพรรค BJP จะมีโอกาสสานฝันวันอินเดียใหม่หรือไม่ เพราะยังมีด่านหินในประเทศมากมายรออยู่ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลต่อกระแสฮินดูขวาจัด ข้อกังขาต่อความสำเร็จของนโยบาย demonetisation ตลอดจนความยุ่งยากต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหญ่ในปี 2562 เป็นด่านสำคัญ

* * * * * * * * * * *

 

ปัทมน ปัญจวีณิน
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี
1 กันยายน 2560