สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอินเดียจัดเทศกาลวัฒนธรรมพุทธศาสนาในประเทศ BIMSTEC “Bodhi Parva: BIMSTEC Festival of Buddhist Heritage” (8 – 10 ธ.ค. 2560 ณ กรุงนิวเดลี)

ระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2560 กระทรวงการต่างประเทศอินเดียได้จัดงานเทศกาลมรดกทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาในประเทศ BIMSTEC (“Bodhi Parva: BIMSTEC Festival of Buddhist Heritage” เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปีของ BIMSTEC ขึ้น ณ ศูนย์ศิลปกรรมแห่งชาติอินทิรา คานธี (Indira Gandhi National Center for the Arts) กรุงนิวเดลี และได้เชิญชวนให้ประเทศสมาชิก BIMSTEC รวมทั้งไทย เข้าร่วมกิจกรรมหรือส่งการแสดงทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาของตนมาร่วมด้วย

BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) หรือ กลุ่มความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 (ขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า BISTEC) โดยไทยเป็นประเทศผู้ก่อตั้งด้วยประเทศหนึ่ง ปัจจุบันมีสมาชิก 7 ประเทศ ประกอบด้วยไทย อินเดีย เมียนมา บังกลาเทศ ภูฏาน เนปาล และศรีลังกา

สำหรับการจัดเทศกาล Bodhi Parva ของฝ่ายอินเดียครั้งนี้ มุ่งเน้นความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาที่มีอยู่เป็นมรดกร่วมในบรรดาประเทศ BIMSTEC โดยในค่ำวันที่ 8 ธ.ค. 2560 นาย Mahesh Sharma รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของรัฐบาลอินเดีย เป็นประธานพิธีเปิดงาน และมีผู้เข้าร่วมที่สำคัญ อาทิ นาง Preeti Saran ปลัดกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการตะวันออกของอินเดียและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรมอินเดีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการบินพลเรือนของเนปาล (ซึ่งดำรงตำแหน่งประเทศประธาน BIMSTEC อยู่ในขณะนี้) ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมบังกลาเทศ และเอกอัครราชทูตหรือผู้แทนสถานทูตของประเทศ BIMSTEC ในกรุงนิวเดลีทุกประเทศ โดยสำหรับประเทศไทย เอกอัครราชทูตชุตินทร คงศักดิ์ และ ม.ล. ปิยวรรณ คงศักดิ์ ภริยา รวมทั้งอัครราชทูตอภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง เข้าร่วมพิธีเปิดด้วย

ในการจัดงานดังกล่าว สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ได้ให้ความร่วมมือแก่กระทรวงการต่างประเทศอินเดียในรูปแบบต่างๆ โดยได้ส่งภาพยนตร์ไทยเรื่อง ธุดงควัตร (The Wandering) กำกับโดย คุณ บุญส่ง นาคภู่ มาร่วมฉายในวันที่ 9 ธ.ค. 2560 เป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวในเทศกาลครั้งนี้ และได้รับความสนใจมากจากผู้ชมชาวอินเดีย เนื่องจากมีเนื้อหาที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทในประเทศไทย รวมทั้งยังได้แสดงให้เห็นวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ไทยสาย “พระป่า” และสภาพของวัดป่าที่ตั้งอยู่ในธรรมชาติอันสวยงามทางภาคใต้ของประเทศไทยด้วย นอกจากนั้น สถานเอกอัครราชทูตได้นิมนต์พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (ดร. พระมหาคมสรณ์ คุตตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ และโฆษกคณะพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล มาเป็นวิทยากรบรรยายธรรมและนำการภาวนาเจริญอานาปานสติ แก่ผู้เข้าชมงาน กับได้จัดตั้งบูธเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับการท่องเที่ยว (โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงพุทธ) ในประเทศไทย และได้สนับสนุนของรางวัลต่างๆ สำหรับการจัดแข่งขันการตอบปัญหาชิงรางวัลระดับเยาวชนเกี่ยวกับ BIMSTEC และพุทธศาสนา โดยได้รับความอนุเคราะห์ส่วนหนึ่งจาก ททท. สำนักงานกรุงนิวเดลี

สำหรับกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมเชิงพุทธของไทยในงานดังกล่าว คือการอ่านบทกวี 2 บท ของ รพินทรนาถ ฐากูร กวีเอกผู้มีชื่อเสียงชาวอินเดีย ผู้ประพันธ์บทกวีที่ต่อมาได้ใช้เป็นเนื้อเพลงชาติของอินเดีย และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมคนแรกที่เป็นชาวเอเชีย โดยอัครราชทูตอภิรัตน์ฯ เป็นผู้อ่าน บทกวี 2 บทดังกล่าวนี้ คือ บทที่ชื่อว่า “To Siam” และ “Farewell to Siam” ซึ่งรพินทรนาถ ฐากูร ได้แต่งไว้จากความประทับใจที่ตนได้เดินทางมาเยือนสยามเมื่อเดือนตุลาคม 2470 หรือเมื่อ 90 ปีมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความชื่นชมยินดีที่สยามยังคงสามารถรักษาและสืบสานมรดกทางอารยธรรมอันสำคัญที่ได้รับจากอินเดีย กล่าวคือ พุทธศาสนา ไว้ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ในดินแดนต้นกำเนิดของพุทธศาสนาเอง คืออินเดียในยุคนั้น (ในทัศนะของรพินทรนาถ ฐากูรเอง) พุทธศาสนาแทบจะถูกลืมเลือนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ในบทกวีทั้งสองนี้ รพินทรนาถ ฐากูร ได้กล่าวถึงพระรัตนตรัยและพระบรมศาสดาของชาวพุทธ นอกจากนั้นยังได้กล่าวถึงความประทับใจในมิตรภาพอันยาวนานสืบเนื่องมาในประวัติศาสตร์ ที่มีอยู่ระหว่างสยามและอินเดียด้วย รพินทรนาถ ฐากูร ได้ประพันธ์บทกวีสองบทนี้ไว้ทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาเบงคลี และบทกวีบทแรก คือ To Siam นั้น ได้รับการอ่านถวายหน้าพระที่นั่งในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้รพินทรนาถ ฐากูร เข้าเฝ้าฯ ณ พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2470 ด้วย
ในการแสดงดังกล่าว อัครราชทูตอภิรัตน์ฯ ได้แต่งกายในชุดราชปะแตนและโจงกระเบน โดยอธิบายต่อผู้ชมว่า เป็นเครื่องแต่งกายลักษณะเดียวกับที่ขุนนางไทยใช้เมื่อประมาณ 100 ปี ที่แล้ว และยังเป็นเครื่องแบบข้าราชสำนักในรัชสมัย ร. 7 ช่วงที่รพินทรนาถ ฐากูรไปเยือนไทยด้วย อีกทั้งการนุ่งผ้าโจงกระเบนของไทยก็คล้ายกันมากกับการแต่งกายของอินเดีย โดยเฉพาะการนุ่งผ้าที่เรียกว่า “โธตี” อนึ่ง ได้ตั้งข้อสังเกตว่า อินเดียยุคปัจจุบันหลังได้รับเอกราชได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับพระพุทธเจ้าและพุทธศาสนา และรัฐบาลอินเดียยุคนายกรัฐมนตรีเนห์รูได้จัดงานพุทธชยันตีฉลอง 25 พุทธศตวรรษอย่างยิ่งใหญ่ รวมทั้งได้ออกกฏหมายพิเศษและจัดตั้งระบบการบริหารบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา รัฐพิหาร กับได้เชิญชวนรัฐบาลของประเทศพุทธศาสนาให้มาตั้งวัดพุทธนานาชาติด้วย ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้ตอบรับด้วยดี โดยมาก่อสร้างวัดไทยพุทธคยาเป็นวัดแรก นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอินเดียที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง คือศรี ราม นาถ โควินท์ ก็ยังได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าและศาสนาพุทธไว้ในคำปราศัยระดับชาติที่สำคัญถึงสองครั้งด้วย ซึ่งหากรพินทรนาถ ฐากูร ยังคงมีชีวิตอยู่จนปัจจุบันนี้ ก็คงจะปลื้มใจที่ได้เห็นการฟื้นฟูพุทธศาสนาให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งในดินแดนพุทธภูมิ อัครราชทูตฯ ยังได้ยืนยันถึงพันธกรณีของไทยในฐานะประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง BIMSTEC ที่จะสนับสนุนความร่วมมือในกรอบ BIMSTEC ในทุกด้านต่อไป โดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน ด้านศาสนา และด้านวัฒนธรรม

การแสดงของสถานเอกอัครราชทูตไทยเป็นการแสดงผสมผสานวัฒนธรรมไทยและอินเดีย โดยก่อนการอ่านบทกวี นางสาว Sukriti Sen ศิลปินนักร้องเพลงแบบดั้งเดิมของอินเดียได้ขับโศลกภาษาสันสกฤตเกี่ยวกับพุทธศาสนาเป็นทำนองเสนาะประกอบดนตรีเป็นการโหมโรง หลังจากนั้น อัครราชทูตฯ ได้อ่านบทกวี To Siam ของรพินทรนาถ ฐากูรจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ และให้คำอธิบายภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ประกอบ จากนั้น นาย Sanat Chakrabarty ศิลปินและสื่อมวลชนอาวุโสชาวเบงคลี อ่านบทกวีบทเดียวกันที่รพินทรนาถ ฐากูร สร้างสรรค์ไว้ในต้นฉบับภาษาเบงคลี สลับกับการที่นางสาว Sen ได้ขับร้องเพลงแบบประเพณีดั้งเดิมของอินเดีย ในรูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยรพินทรนาถ ฐากูร เรียกว่า “รพินทรสังคีต” จบลงด้วยการอ่านบทกวี Farewell to Siam ทั้งในภาคภาษาอังกฤษและภาษาเบงคลี ซึ่งรพินทรนาถ ฐากูร แต่งเมื่อจะอำลาจากประเทศสยามไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2470

หลังการแสดง อัครราชทูตอภิรัตน์ฯ และผู้ร่วมแสดงได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว นสพ. Time of India เกี่ยวกับการแสดงดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ มีอาทิ การขับร้องประสานเสียง การสาธยายพระสูตร การสวดมนต์เป็นลำนำของนิกายวัชรยาน ระบำพื้นเมืองและการแสดงต่างๆ จากสมาชิก BIMSTEC ทุกประเทศ การสาธิตวาดภาพลายเส้นพู่กันเป็นตัวอักษรภาษาสิกขิมในลักษณะปริศนาธรรม การแข่งขันตอบปัญหาชิงรางวัล นิทรรศการแสดงภาพถ่ายลักษณะทางสถาปัตยกรรมของวัดและพุทธศาสนสถานในประเทศ BIMSTEC (รวมทั้งไทย) ที่นักวิชาการอินเดียได้เดินทางไปทำการศึกษามา การแสดงประติมากรรมที่ได้รับการบันดาลใจจากพุทธศิลป์ การบรรยายหรือสนทนาในลักษณะแนะแนวชีวิตโดยประยุกต์หลักพุทธธรรม ของนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ทั้งชาวอินเดียและต่างชาติ ทั้งที่เป็นฆราวาสและพระสงฆ์ รวมทั้งมีบูธเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของไทยและศรีลังกาด้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่มาร่วมชมงานเป็นอย่างดี

     

ในช่วงปี 2560 ซึ่งเป็นวาระเฉลิมฉลอง 20 ปีของการก่อตั้ง BIMSTEC ได้มีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในหลายรูปแบบ อาทิ เมื่อ 26 พ.ค. 2560 ประเทศไทยได้จัดงานเลี้ยงรับรอง ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยเป็นประธาน และมีคณะผู้แทน (ทั้งภาครัฐและภาควิชาการ) เข้าร่วมจากทุกประเทศสมาชิก รวมทั้งเลขาธิการ BIMSTEC (ในขณะนั้น) นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยยังได้ร่วมกับจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จัดการประชุมทางวิชาการระหว่างประเทศเรื่อง Strengthening Cultural Linkages in the Bay of Bengal ณ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ค. 2560 ด้วย