สิ่งที่น่าสนใจเรียนรู้จากการประชุม Ganga-Mekong Conference 2018 วันที่ 22-23 มี.ค. 2561 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อวันที่ 22 – 23 มีนาคม 2561 วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ และศูนย์อินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสถาบัน Indian Council of Philosophical Research (ICPR) ได้จัดการประชุมวิชาการ “คงคา-แม่โขง 2018” ขึ้น ณ ตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านในลุ่มแม่น้ำโขงและคงคาในมิติด้านปรัชญา ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ และได้เชิญนาย Ram Madhav เลขาธิการระดับชาติของพรรคภารติยะ ชนตะ (BJP – ซึ่งเป็นพรรคของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี) ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมูลนิธิ India Foundation ด้วย มากล่าวสุนทรพจน์ในฐานะองค์ปาฐกพิเศษ

โดยที่ประเทศไทยเป็นรัฐสมาชิกและกำลังดำรงตำแหน่งประธานร่วมของกรอบความร่วมมือแม่โขง-คงคา (Mekong-Ganga Cooperation – MGC) อยู่ในขณะนี้ (ร่วมกับอินเดีย) โดยมีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักเรื่อง MGC น.ส. กุนทินี อักษรวงศ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์และความร่วมมือ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กับเจ้าหน้าที่กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา (ซึ่งรับผิดชอบความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย) จึงได้ไปร่วมงานดังกล่าวด้วย อนึ่ง ผู้จัดได้เชิญนาย Bhagwant Singh Bishnoi เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย และอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำอินเดีย 2 ท่าน คือ เอกอัครราชทูตกฤต ไกรจิตติ และเอกอัครราชทูตชลิต มานิตยกุล ไปร่วมงานด้วย และ รศ. เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศ. S.R Bhatt ประธาน ICPR ก็ได้ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด กับมีนักวิชาการชาวไทยและอินเดีย ที่สำคัญ อาทิ ศ.ดร. สัตยพรต ศาสตรี พระอาจารย์วิชาภาษาสันสกฤตในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งนักศึกษาและผู้สนใจอื่น ๆ เข้าร่วมราว 50 คน สรุปสาระได้ ดังนี้

– ในพิธีเปิด ศ. S.R. Bhatt ได้กล่าวถึงการอยู่ร่วมกันภายในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงและคงคา ผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกัน มีความร่วมมือระหว่างกันในลักษณะเอื้ออาทรและแบ่งปัน (caring and sharing) แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องร่วมกันแก้ไข อาทิ ปัญหาความรุนแรงและความยากจน ส่วนเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยได้กล่าวถึงความผูกพันและลักษณะร่วมในเชิงอารยธรรมและศาสนาที่มีมาในประวัติศาสตร์ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำแม่โขง-คงคา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของพื้นที่อินโด-แปซิฟิก ที่มีอาเซียนตั้งอยู่ในบริเวณใจกลาง ปัจจุบัน รัฐบาลอินเดียดำเนินนโยบาย Act East ซึ่งมุ่งมาที่ไทยเป็นจุดศูนย์ถ่วง (center of gravity) ของอาเซียน สอดคล้องกับนโยบาย Look West ของไทยเอง ที่มีอินเดียเป็นศูนย์กลางเช่นกัน และกล่าวถึงการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับอินเดีย ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งสองฝ่ายรวมกว่า 1.5 ล้านคน เดินทางไปมาหาสู่กันทุกปี สำหรับนาย Madhav ได้กล่าวสุนทรพจน์ สรุปได้ว่า สองภูมิภาคมีความเชื่อมโยงทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิดมาแต่โบราณ มีนักวิชาการบางคนถึงกับสันนิษฐานไว้ว่า ชื่อแม่น้ำโขงก็มาจากคำว่า “มา คงคา” หรือแม่คงคา โดยวิถีที่อินเดียได้เข้ามาเผยแพร่วัฒนธรรมของตนในภูมิภาคแถบนี้นั้น เป็นไปโดยสันติ ไม่มีนัยยะแอบแฝงหรือเป็นภัยคุกคาม และเป็นไปเพื่อประโยชน์ร่วมของทั้งสองฝ่ายหรือ win-win ทั้งนี้ นาย Madhav ได้อ้างถึงนักวิชาการตะวันตกในยุคต้นคริสตศตวรรษที่ 20 อาทิ ศ. จอร์จ เซเดส์ ซึ่งศึกษาเรื่องอิทธิพลทางวัฒนธรรมของอินเดียต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นาย Madhav ได้เรียกร้องนักวิชาการอินเดียปัจจุบัน ซึ่งอาจหลงลืมไปแล้วว่าอินเดียมีรากฐานทางวัฒนธรรมและอารยธรรมร่วมกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้หันมาสนใจศึกษาค้นคว้าวิจัยในเรื่องนี้ให้มากขึ้น และเชื่อมั่นว่า บนพื้นฐานของความปรารถนาดีที่มีระหว่างกันและวัฒนธรรมร่วม ซึ่งมีมาช้านานในประวัติศาสตร์นี้ อนุภูมิภาคแม่น้ำโขงและคงคาจะสามารถร่วมมือกันยิ่งขึ้นต่อไป

– ในช่วงเสวนา หัวข้อ หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างแม่โขง-คงคา ผู้เข้าร่วมเห็นว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างลุ่มน้ำโขงและคงคามีมาช้านานกว่า 2000 ปี แล้ว และได้เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างกัน แต่ต่อมาถูกขัดจังหวะโดยลัทธิล่าอาณานิคมหรือจักรวรรดินิยมตะวันตก  ในปัจจุบัน จีนได้เสนอนโยบายความเชื่อมโยง คือ Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาส่วนหนึ่งเห็นว่า เป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในยุคโบราณขึ้นมาใหม่ และทำให้ประชาชนมองข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ที่กีดกันความเชื่อมโยงระหว่างกัน และมีการเปลี่ยนแปลงมุมมองด้านลบต่อกัน และการใช้ประโยชน์จากความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรมที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ได้ จึงมองว่า จีนเป็นตัวเชื่อมทางเศรษฐกิจและอินเดียเป็นตัวเชื่อมทางวัฒนธรรมที่ดีระหว่างลุ่มน้ำโขง-คงคา ซึ่งความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสามารถก่อให้เกิดความร่วมมือ ต่อยอดไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และความเชื่อมโยงระดับประชาชน เพื่อเพิ่มความสามัคคีในการเสริมสร้างเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของเอเชีย

– ในหัวข้อ ภาษาและวรรณกรรม ที่ประชุมเห็นว่ามรดกทางวรรณกรรมร่วมที่สำคัญที่สุดของลุ่มน้ำโขง-คงคา คือมหากาพย์เรื่องรามายณะหรือรามเกียรติ์ ซึ่งแพร่หลายในหลายพื้นที่ของอินเดีย เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากพ่อค้าชาวอินเดียได้นำวัฒนธรรมและศาสนาเข้ามา ผสมผสานกับวัฒนธรรมประเพณีเฉพาะท้องถิ่นของพื้นที่ต่าง ๆ จนกลายเป็นวรรณคดีประจำชาติของประเทศต่าง ๆ ไป ทั้งในลาว เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ผู้เข้าร่วมเสวนายังเห็นว่า ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาและสื่อมีบทบาทมากในการสื่อความคิดด้านลบหรือบวกระหว่างกันได้ ฉะนั้นเพื่อลดอคติและความขัดแย้ง ระบบการศึกษาและสื่อควรเน้นการเผยแพร่เนื้อหาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านในทางสร้างสรรค์ เสริมความเข้าใจอันดีต่อกัน และควรส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาของภูมิภาคทั้งสองมากยิ่งขึ้น ในหัวข้อนี้ ศ.ดร. สัตยพรต ศาสตรี ได้กล่าวถึงอิทธิพลของฉันทลักษณ์สันสกฤตต่อการประพันธ์บทกวีประเภทคำฉันท์ในภาษาไทยด้วย

– ในการเสวนาหัวข้อ ศาสนสัมพันธ์ ศาสนา และการเชื่อมประสานทางสังคม ผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นว่า ศาสนาพุทธมีกำเนิดจากอินเดียและได้เผยแผ่ไปทั่วโลก เป็นศาสนาที่มีเหตุผล จึงเป็นที่ยอมรับได้ง่าย แม้ในบริบทที่เชื้อชาติ ภาษา และวิถีชีวิตของผู้คนจะแตกต่างกันไป อินเดียได้ยึดหลักคำสอนของพุทธศาสนาในนโยบาย Act East ในการร่วมมือกับกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ภูมิภาคทั้งสอง คือ เอเชียใต้และลุ่มน้ำโขงมีความเชื่อมโยงกันมาช้านาน อย่างน้อยตั้งแต่ราวสองพันปีที่แล้ว มีการค้นพบโบราณวัตถุ โบราณสถาน และสถาปัตยกรรมทางศาสนาที่เชื่อมโยงใกล้ชิดกัน

– ภายใต้หัวข้อศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม ที่ประชุมเห็นว่า การร่วมมือทางวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในเป้าหมายของกรอบ MGC ภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมประเพณีจากอินเดียไม่น้อย หลายอย่างกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ได้แก่พระรามในเรื่องรามเกียรติ์ หรือรามายณะ ซึ่งในประเทศไทยได้กลายเป็นพระนามาภิไธยของพระมหากษัตริย์ มีการประดับศิลปะภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดสำคัญด้วยเรื่องราวจากรามเกียรติ์ การเคารพเทวรูปฮินดู ประเพณีบูชาแม่น้ำคงคาเพื่อให้เป็นสิริมงคลก็คล้ายกับการลอยกระทง และยังมีมรดกร่วมทางภาษาเช่น บาลีและสันสกฤต

ภายหลังการประชุม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์และความร่วมมือ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งไปร่วมฟังการเสวนาด้วย ได้มีโอกาสหารือกับ ดร. นิธินันท์ วิทเวศวร อธิการบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ หนึ่งในผู้จัดการประชุม และได้เล่าถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทของอินเดียในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งได้เสนอประเด็นความเชื่อมโยง โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน และการให้ความสำคัญต่อธุรกิจขนาดย่อม ขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมทั้งโครงข่ายความเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ซึ่งได้สะท้อนให้ปรากฏอยู่ในกิจกรรมต่าง ๆ ที่อินเดียเป็นเจ้าภาพ เช่น MGC MSME Summit ในเดือนพฤศจิกายน 2560 MGC Business Conclave ในเดือนมกราคม 2561 เป็นต้น อันแสดงถึงความพยายามของอินเดียที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมากขึ้น (และในด้านที่มิได้จำกัดอยู่เพียงมิติเชิงวัฒนธรรมและอารยธรรมเท่านั้น) ทั้งนี้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง ไทยก็ได้ริเริ่มจัดตั้งกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ระหว่างกัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม ซึ่งอินเดียสามารถเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนกับ ACMECS ได้ นอกเหนือจากกรอบ MGC ที่มีอยู่แล้ว