ครบรอบ 4 ปี การบริหารอินเดียของนายกโมดี: บทเรียนถึงประเทศไทย

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 4 ปี การเข้ามาบริหารประเทศของนายนเรนทรา โมดี สื่อต่าง ๆ ได้ทยอยลงบทวิเคราะห์ มุมมองต่อการทำงานของรัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของอินเดียในรอบ 4 ปี  ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ได้จับประเด็นที่น่าสนใจมาฝากคุณผู้อ่าน โดยมีทั้งเรื่องที่ผู้สังเกตการณ์ในอินเดียมองว่า รัฐบาลอินเดียสอบผ่าน สอบตก รวมทั้งได้คะแนนปานกลาง ดังนี้

ด้านนโยบายภายในประเทศ

หนึ่ง บทบาทผู้นำ นายกโมดียังคงสอบผ่านในฐานะผู้นำ โดยมีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์ ทำงานหนัก สามารถปฏิบัตินโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในหลายมิติและเป็นคนจริงจัง คะแนนนิยมในตัวนายโมดีอยู่เหนือผู้นำฝ่ายค้านหลายก้าว และสำนักงานนายกรัฐมนตรี หรือ (Prime Minister’s Office: PMO) ก็มีความเข้มแข็ง โดยมีบทบาทสำคัญในการประสานนโยบายระหว่างกระทรวงต่าง ๆ ความจริงจังในการทำงานของท่านโมดีนี้ยังพลอยทำให้รัฐมนตรีและมุขมนตรีรัฐต่าง ๆ ของอินเดียทำงานหนักตามไปด้วยเพื่อสร้างผลงานให้เข้าตาท่านนายก แต่ก็มีผู้ให้พรรค Bharatiya Janata Party (BJP) ซึ่งเป็นพรรคของนายโมดีสอบตก เพราะยังไม่สามารถพัฒนาองค์การขึ้นมาจนเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งได้ และยังคงต้องพึ่งพาคะแนนนิยมที่ประชาชนให้กับตัวนายกโมดีเองอยู่มาก ทั้งนี้ การขับเคลื่อนหรือบริหารประเทศมีลักษณะมุ่งพึ่งพาผู้นำเพียงคนเดียวเป็นหลัก ไม่มีการพัฒนาระบบและโครงสร้างการบริหาร เมื่อถึงจุดหนึ่งอาจจะเกินความสามารถของบุคคลเดียว นอกจากนี้ มีกระแสวิจารณ์ว่าภาคส่วนที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างชัดเจนอาจถูกละเลย เช่น ด้านสุขภาพ การเกษตรกรรม และการศึกษา

สอง การปฏิรูปเศรษฐกิจ แม้การปฏิรูประบบภาษีโดยประกาศใช้กฎหมายจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการ (Good and Services Tax: GST) และการประกาศนโยบาย demonetization โดยยกเลิกการใช้ธนบัตรชนิด 500 และ 1,000 รูปี แบบสายฟ้าแลบของนายกโมดีจะส่งผลกระทบทางลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียบ้างในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะความไม่พร้อมที่จะจัดหามาตรการรองรับนโยบายทั้งสองในระยะสั้น แต่ก็ถือว่าเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จทางการเมือง (และน่าจะส่งผลดีทางเศรษฐกิจในระยะยาว) โดยประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนนโยบายฯ และแสดงความเข้าอกเข้าใจรัฐบาลว่าประสบปัญหาในทางปฏิบัติในระยะเปลี่ยนผ่าน ทั้งยังมองว่านายกรัฐมนตรีโมดีเป็นผู้นำที่กล้าหาญและเด็ดขาดในการปฏิรูปประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลประสบความสำเร็จในการยกระดับ Ease of Doing Business ของอินเดียตามการจัดลำดับของธนาคารโลก โดยขึ้นจากลำดับที่ 142 ในปี 2014 มาอยู่ลำดับ 100 ในปี 2018 และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีพัฒนาการก้าวกระโดดสูงสุดอีกด้วย (รัฐบาลอินเดียตั้งเป้าหมายจะยกระดับอินเดียให้อยู่ใน Top-50) และรัฐบาลยังสามารถผลักดันให้ประชาชนอินเดียเปิดบัญชีธนาคารส่วนบุคคลได้แล้ว 51.4 ล้านบัญชี (แม้บัญชีบางส่วนไม่มีความเคลื่อนไหวก็ตาม) ในภาพรวม เชื่อว่า เศรษฐกิจอินเดียยังคงก้าวทะยานขึ้นเป็น emerging economy ต่อไป โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกระแสเศรษฐกิจโลก

ส่วนด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลสอบตก คือ การผลักดันนโยบาย Make in India ซึ่ง 4 ปีผ่านไปก็แล้ว นโยบายก็ยังไม่อาจเพิ่ม GDP และไม่สามารถสร้างงานปีละ 10 ล้านตำแหน่งตามที่สัญญาไว้ได้ ซึ่งก็มีเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น การเติบโตของภาคการผลิตอินเดียได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบาย demonetisation และกฎหมาย GST (ประชาชนและภาคธุรกิจจับจ่ายน้อยลง การได้เงินคืนภาษีล่าช้าส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายย่อย) นอกจากนั้น การปรับปรุงระบบธนาคาร การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (ยกเว้นในสาขา e-commerce) การแก้ไขกฎระเบียบเรื่องการถือครองที่ดิน และการเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานอินเดียตามนโยบาย Skill India ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางแห่งชาติอินเดีย (Reserve Bank of India) ตั้งเป้าการเติบโต GDP ในปี 2018-2019 ที่ร้อยละ 7.4

สาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ

มีหลายเรื่องที่รัฐบาลสอบผ่านฉลุย เช่น การพัฒนาเมืองโดยขยายระบบประปา ระบบน้ำทิ้ง และการคมนาคมขนส่ง และขยายเครือข่ายความเชื่อมโยงได้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลได้พัฒนาท่าอากาศยานให้ทันสมัยและสร้างสนามบินเพิ่มเพื่อเชื่อมโยงเมืองขนาดเล็กและเส้นทางการท่องเที่ยว ปัจจุบัน อินเดียเป็นตลาดการบินที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก อย่างไรก็ดี ความท้าทาย คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งปรับระดับขึ้นสูงในช่วงที่ผ่านมา และรัฐบาลยังไม่สามารถปฏิรูป Air India (สายการบินแห่งชาติ) โดยการขายหุ้นให้เอกชนได้สำเร็จ ส่วนเรื่องการสร้างถนนหนทางก็ก้าวหน้า โดยในปี 2014 มีการสร้างถนนในอินเดียเฉลี่ยวันละ 11 กิโลเมตร ปัจจุบันตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 20 กิโลเมตร โดยระหว่างปี 2016-2017 รัฐบาลได้สร้างทางหลวงแล้วรวมระยะทาง 10,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีอินเดียยังได้อนุมัติให้สร้างทางหลวงระยะทาง 83,677 กิโลเมตรภายในอีก 5 ปีข้างหน้าแล้ว ด้านโครงข่ายดิจิตัล รัฐบาลผลักดันการสร้างงานด้านไอทีในพื้นที่ชนบทเพื่อกระจายการจ้างงาน และประสบความสำเร็จในการใช้ระบบดิจิตัลจัดทำระบบ Aadhaar ซึ่งเป็นฐานข้อมูลประชาชนและข้อมูลทางชีวภาพที่ช่วยลดงบประมาณรัฐ โดยทำให้รัฐสามารถจัดส่งสิ่งของช่วยเหลือ (เช่น อาหารและแก๊สหุงต้ม) ให้แก่ประชาชนผู้รับผลประโยชน์ได้โดยตรง รวมทั้งนำระบบดิจิตัลมาใช้ในการดำเนินงานภาครัฐเพื่อลดอัตราการคอร์รัปชั่นและความล่าช้าในการทำงาน ด้านพลังงาน รัฐบาลดำเนินนโยบายจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับหมู่บ้านในชนบทเกือบทุกแห่งในประเทศโดยปัจจุบันเหลืออีกราวร้อยละ 16 ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ รวมทั้งแจกหลอดไฟ LED เพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ส่วนเรื่องที่ยังสอบตก คือ ไม่ค่อยเห็นความคืบหน้าในโครงการทำความสะอาดแม่น้ำคงคา โครงการเมืองอัจฉริยะ โครงการบ้านเอื้ออาทร รวมทั้ง การแก้ปัญหามลพิษในเมือง โดยเฉพาะปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงนิวเดลีและกัลกัตตา

สี่ การปฏิรูปสังคม

รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายที่ประกาศตอนหาเสียงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เช่น นโยบาย Clean India (Swachh Bharat Abhiyan) ซึ่งส่งเสริมการรักษาความสะอาดและการสร้างห้องสุขาแก่ครัวเรือนและหมู่บ้านทั่วอินเดีย นโยบายเชื่อมต่อท่อแก๊สและแก๊สถังแรกเพื่อลดการเผาขยะ/เผาถ่านเพื่อการหุงต้มซึ่งสร้างควันพิษ สิทธิสตรีได้รับการส่งเสริมมากขึ้น นอกจากนี้ นโยบายเหล่านี้ยังประสบความสำเร็จในเชิงการเมือง โดยสร้างคะแนนนิยมรัฐบาลในกลุ่มชนชั้นล่างว่า รัฐบาลโมดีไม่เพียงแต่สนับสนุนธุรกิจและเอกชนเท่านั้นนะ แต่ได้ปฏิรูปประเทศเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนอินเดียทุกกลุ่มทุกฝ่าย อันเป็นสารที่รัฐบาลตั้งใจสื่อในหลายโอกาส

แต่พรรค BJP และรัฐบาลยังคงถูกมองว่าสนับสนุนแนวคิดฮินดูขวาจัด โดยเฉพาะยังถูกมองว่าผูกติดอยู่กับองค์การ Rashtriya Swayamsevak Sangh (RSS) อันเป็นองค์การฮินดูสุดโต่ง แม้รัฐบาลจะพยายามวางตัวเป็นกลางแต่ก็ยังถูกมองว่า รัฐบาลยังปกป้องชนกลุ่มน้อยในสังคมอินเดียน้อยเกินไป (เช่น กลุ่มชนชั้น/วรรณะล่าง (Dalit) กลุ่มชนเผ่าและชาวมุสลิม ฯลฯ) ที่ผ่านมารัฐบาลพรรค BJP ระดับท้องถิ่นในหลายพื้นที่สนับสนุนนโยบายสุดโต่งหลายอย่าง เช่น การสั่งปิดโรงฆ่าวัวในรัฐอุตตรประเทศ การห้ามขายเนื้อวัวในรัฐต่าง ๆ และแม้รัฐบาลเพิ่มความช่วยเหลือกลุ่มจัณฑาลหรือ Dalit แล้ว แต่ก็ยังมีรายงานข่าวเหตุรุนแรงในชุมชน เช่น การรุมประชาทัณฑ์ชาวมุสลิม/จัณฑาล อย่างต่อเนื่อง ปัญหาความปลอดภัยของสตรีและเด็กยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ยังคงมีการใช้ความรุนแรงต่อสตรีและเด็กอยู่ และล่าสุด มีการวิจารณ์ท่าทีของรัฐบาลต่อกรณีการฆ่าข่มขืนว่า ดูจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากพอ นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติ รัฐบาลถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการศึกษาและสาธารณสุขจริงตามที่ได้ประกาศไว้ โดยทั้งสองด้านได้รับการจัดสรรงบประมาณ ในปี 2018-2019 เพียงร้อยละ 3.48 และร้อยละ 2.1 ตามลำดับ

ห้า ด้านเกษตรกรรม เป็นอีกด้านที่รัฐบาลสอบตก โดยนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นนโยบายสำคัญประการหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีโมดีและพรรค BJP ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง รวมทั้งแนวทางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศไว้ก็มุ่งสร้างอินเดียให้เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารและสินค้าทางการเกษตร (อันมีส่วนนำไปสู่นโยบายการปกป้องผู้ผลิตสินค้าเกษตรและการกีดกันทางการค้าต่อสินค้าเกษตรนำเข้า ซึ่งมาส่งกระทบต่อสินค้าไทยในอินเดียด้วย) แต่ก็ได้รับการวิจารณ์ว่า รัฐบาลปฏิบัติตามนโยบายไม่ได้จริงและเกษตรกรอินเดียยังไม่ได้รับผลเป็นรูปธรรมมากนักจากนโยบายดังกล่าว ในปี 2014-2015 ภัยแล้งส่งผลกระทบให้ภาคเกษตรเติบโตเพียงร้อยละ 2 แม้ต่อมาในปี 2016 นายกรัฐมนตรีอินเดียประกาศว่าจะเพิ่มรายได้ชาวนาอินเดียเป็น 2 เท่าภายในปี 2022 แต่รัฐบาลยังไม่สามารถปฏิรูปโครงสร้างเพื่อยกระดับการเกษตร (การชลประทาน สินเชื่อ ความอ่อนไหวของตลาด ฯลฯ) ได้ และชาวนาอินเดียซึ่งมีจำนวน 600 ล้านคน ยังคงอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก มีหนี้สิน และมีรายงานข่าวเรื่องชาวนาฆ่าตัวตายเป็นระยะ

หก ความมั่นคงภายในประเทศ รัฐบาลสามารถป้องกันเหตุการณ์ไม่สงบโดยกลุ่มกบฏลัทธิเหมา (Maoist) ทางใต้และตอนกลางของประเทศ โดยจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุที่ก่อโดยกลุ่มดังกล่าวลดลงจาก 397 รายในปี 2013 มาอยู่ที่ 263 รายในปี 2017 และพื้นที่ที่กลุ่มลัทธิเหมาครอบครองลดลงร้อยละ 40 ขณะที่การก่อเหตุของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในภาคอีสานของอินเดีย หรือ North Eastern Region (NER) ก็ลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ดี เหตุรุนแรงในรัฐชัมมูและแคชเมียร์ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเหตุการณ์รุนแรงในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ เหตุการณ์โจมตีฐานทัพอากาศที่ Pathankot เมื่อเดือน ม.ค. 2016 การประท้วงและการใช้ความรุนแรงใน พื้นที่ซึ่งมีต้นเหตุจากการสังหารนาย Burhan Wani ผู้บัญชาการขบวนการก่อการร้าย Hizbul Mujahideen เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2016 และเหตุการณ์โจมตีฐานทัพอินเดียที่ Uri (Uri attack) เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2016 และแม้จะไม่มีรายงานถึงความรุนแรงจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายจากปากีสถาน แต่การก่อความไม่สงบจากท้องถิ่น หรือ “homegrown insurgency” มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยมีการรับสมัครเยาวชนในพื้นที่เข้าร่วมขบวนการ ขณะนี้ ยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นเป็นระยะ เช่น กรณีการโจมตีที่ Shopian และล่าสุด มีนักท่องเที่ยวชาวเจนไน รัฐทมิฬนาฑู เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปาหินโดยผู้ก่อความไม่สงบในแคชเมียร์

เจ็ด ด้านการทหาร รัฐบาลทำผลงานได้ดี โดยได้รับการชื่นชมว่า การทำงานของกระทรวงกลาโหมอินเดียเปิดกว้างและมีการตอบสนอง (responsive) มากขึ้น ภายใต้การบริหารของนาย Manohar Parrikar อดีตรัฐมนนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนาง Nirmala Sitharaman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน รัฐบาลสามารถยุติการคอร์รัปชั่นในโครงการซื้ออาวุธและพยายามไม่นำเข้ายุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ (แม้จะมีต้นทุนต่ำกว่า) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยุทโธปกรณ์ในประเทศ ส่วนความท้าทายต่อไป คือ แม้อินเดียใช้งบประมาณทางทหารมากเป็นลำดับที่ 4 ของโลก แต่ 4 ปีที่ผ่านมา การพัฒนากองทัพให้เป็นสมัยใหม่ยังประสบปัญหาเนื่องจากความล้มเหลวในการปฏิรูปกระทรวงกลาโหมและกองทัพ รัฐบาลยังคงต้องสานต่อคำมั่นสัญญาที่จะส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศ

ด้านนโยบายต่างประเทศ

พูดได้เต็มปากว่านายกโมดีและรัฐบาลสอบผ่านแบบเกรด A โดยใน 4 ปี อินเดียส่งผู้แทนระดับรัฐมนตรีเยือน 186 ประเทศแล้ว จาก 192 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั่วโลก และตั้งเป้าจะให้มีการเยือนให้ครบทั้ง 192 ประเทศให้ได้ นอกจากนี้ อินเดียยังประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศเพื่อผลักดันประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของอินเดียหลายครั้ง เช่น  India-Africa Forum Summit / India-ASEAN Commemorative Summit / Founding Conference of International Solar Alliance (ISA) ระดับผู้นำ / BIMSTEC รวมทั้งขยายบทบาทด้านการต่างประเทศของอินเดียในมิติต่าง ๆ เช่น ความสัมพันธ์อินเดียกับมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย ความสัมพันธ์อินเดียกับประเทศขนาดกลาง เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อิสราเอล อิหร่าน ประเทศตะวันออกกลาง เกาหลีใต้ อาเซียน และสหภาพแอฟริกา และส่งเสริมบทบาทอินเดียในเวทีภูมิภาค/พหุภาคี เช่น ในกรอบ G20 ในเวทีต่าง ๆ ของสหประชาชาติ ในกรอบ BRICS (ประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้) Shanghai Cooperation Organization (SCO) เวที World Economic Forum (WEF) กลุ่ม Quad (อินเดีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย) และความสัมพันธ์ในกรอบอาเซียน-อินเดีย (ที่มีไทยร่วมอยู่ด้วย) และกรอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทรอินเดียและภูมิภาคอินโดแปซิฟิก นอกจากนี้ ผู้แทนอินเดียได้ที่นั่งในองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ เช่น International Tribunal for the Law of the Sea (ITLOS) International Maritime Organization (IMO) และ International Court of Justice (ICJ) ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีโมดีนับได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีอินเดียที่ริเริ่มแลกเปลี่ยนการเยือนกับหลายประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรีอินเดียคนแรกที่ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เวที Shangri-la Dialogue และเป็นนายกรัฐมนตรีอินเดียคนแรกในรอบ 20 ปีที่ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เวที World Economic Forum (WEF) นับว่าเป็น นายกรัฐมนตรีอินเดียที่เล่นบทบาทระดับสากลด้วยตนเองอย่างแข็งขัน และได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ

รัฐบาลโมดีเกือบได้เกรด A+ ในวิชานโยบายต่างประเทศแล้ว ถ้าไม่ติดปัญหาว่า การส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะความสัมพันธ์อินเดีย-ปากีสถาน ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศใหญ่ในเอเชียใต้ส่งผลให้งานขององค์การส่วนภูมิภาค คือ South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC) หยุดชะงัก และปากีสถานยิ่งหันเข้าใกล้ชิดจีนและรัสเซียมากขึ้น ส่วนความสัมพันธ์อินเดีย-จีน ก็ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ โดยที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ย่ำแย่ลงจากเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างกองทัพสองฝ่ายที่ Doklam และการปฏิเสธไม่เข้า Belt and Road Initiative (BRI) ของอินเดีย อย่างไรก็ดี การที่ผู้นำสองฝ่าย ได้มีโอกาสพบหารืออย่างไม่เป็นทางการที่นครอู่ฮั่น และยังไปร่วม SCO Summit ที่ชิงต่าว สะท้อนว่า อินเดียยังคงรักษาความสัมพันธ์กับจีนไว้ได้ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับเนปาล บังกลาเทศและศรีลังกา (รวมทั้งความร่วมมือในกรอบ BIMSTEC ในประเด็นที่อินเดียมีบทบาทผลักดัน) นับว่าอยู่ในขาขึ้น แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอน และปัญหาว่าชาวอินเดียเองยังไม่ค่อยเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้นระหว่างอินเดียกับประเทศต่าง ๆ นำไปสู่การพัฒนาภายในประเทศได้ในระดับใด โดยท่านโมดีถูกชาวอินเดียส่วนหนึ่งวิจารณ์ว่าใช้เวลาเดินทางไปต่างประเทศมากเกินไป แทนที่จะแก้ปัญหาภายในประเทศ

ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองอินเดีย

ปัจจุบันพรรคร่วมรัฐบาล หรือ National Democratic Alliance: NDA ซึ่งนำโดยพรรค BJP สามารถครองเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาล ใน 21 รัฐจากทั้งหมด 29 รัฐทั่วอินเดีย (ปี 2014 NDA ครองเสียง 7 รัฐ) อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้ง ส.ส. รัฐกรณาฏกะที่ผ่านมา แม้พรรค BJP จะรับคะแนนเสียงสูงสุด แต่ก็ไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ส่งผลให้พรรค Congress จับมือกับพรรคท้องถิ่นจัดตั้งรัฐบาลได้ และผลการเลือกตั้งซ่อม/ทดแทน ส.ส. โลกสภา (สภาล่าง) 4 ที่นั่ง เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2561 ปรากฏว่า ส.ส. NDA พ่ายแพ้ในเขตของรัฐมหาราษฏระและรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของ BJP ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงว่า การร่วมมือกันระหว่างพรรคฝ่ายค้านก็มีพลังในการต่อสู้ทางการเมืองในระดับหนึ่ง และกระแส “anti-incumbency” เริ่มส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรค BJP

อย่างไรก็ดี แม้สังคมอินเดียจะไม่ถึงกับพอใจผลงานรัฐบาล ด้านการปฏิรูป เศรษฐกิจและการใช้นโยบายประชานิยม (เพื่อรักษาฐานเสียงมวลชน) แต่ก็ยังยอมรับในผลงานหลายด้านของรัฐบาล โดยเฉพาะการตัดสินใจ/ผลักดันในระดับนโยบายอย่างจริงจังของตัวนายกรัฐมนตรีโมดีเอง ส่วนความท้าทายหลักของรัฐบาล คือ ความล้มเหลวในการนำนโยบายมาปฏิบัติ อย่างไรก็ดี โดยที่ไม่มีพรรคหรือนักการเมืองที่จะมาเป็นคู่ต่อสู้นายกรัฐมนตรีโมดีได้ ในชั้นนี้ NDA ก็น่าจะชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 2019 หรือ พ.ศ. 2562 แต่ก็มีโอกาสอยู่ที่จะไม่ได้ ส.ส. มากพอที่จะได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในโลกสภาและราชยสภา (สภาสูง) ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการผ่านร่างกฎหมายและการตัดสินใจทางนโยบายได้ต่อไป อย่างน้อยก็น่าจะไม่สะดวกราบรื่นเต็มที่เหมือนในกรณีที่พรรค BJP และพันธมิตรครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาทั้งสอง

แล้วประเทศไทยเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้

นอกจากท่านผู้อ่านจะได้เปิดโลกทัศน์เห็นการบริหารบ้านเมืองจากอีกมุมหนึ่งของโลกที่มีวัฒนธรรม บริบทและความท้าทายแตกต่างจากบ้านเราแล้ว สิ่งที่สถานเอกอัครราชทูตฯ อยากจะชี้ให้เห็น คือ ประเมินแล้ว รัฐบาลอินเดียชุดนี้และนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลนี้ที่ออกมา น่าจะมีความต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยก็ 6 ปี ดังนั้น

หนึ่ง ไทยควรติดตามและหาลู่ทางใช้ประโยชน์จากประเด็นที่รัฐบาลอินเดียให้ความสนใจ เช่น ในระยะหลังอินเดียให้ความสนใจอาเซียนและ BIMSTEC มากขึ้น ส่วนไทยเองก็กำลังจะรับตำแหน่งประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อินเดีย-อาเซียนพอดี แถมเมื่อยี่สิบเอ็ดปีที่แล้ว ไทยยังเป็นประเทศผู้ก่อตั้ง BIMSTEC มากับอินเดียด้วย ดังนั้นช่วงนี้เป็นโอกาสดียิ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชนไทยจะร่วมกันขยายความร่วมมือกับอินเดียในมิติต่าง ๆ ผ่านกรอบทั้งสอง หรือ การที่รัฐบาลอินเดียเร่งปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้างพื้นฐานก็น่าจะเป็นช่องทางให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ธุรกิจก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ การออกแบบภายใน ของไทยเข้ามารับงานในอินเดียมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งท่านผู้อ่านที่สนใจนโยบายทางเศรษฐกิจของอินเดียและโอกาสทางธุรกิจที่จะตามมา ขอเชิญแวะไปที่เว็บศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทย-อินเดีย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้อัพเดตข่าวสารใหม่ ๆ  รวมทั้งบทความเชิงวิเคราะห์ด้านโอกาสทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง

สอง การติดตามประเด็นที่รัฐบาลโมดีได้รับการวิจารณ์ก็อาจจะมีประโยชน์ต่อไทยด้วย เช่น เรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรที่ถูกวิจารณ์ว่าล้มเหลวในทางปฏิบัติ ก็อาจเป็นทั้งโอกาสในการเสนอความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านการพัฒนาการเกษตร หรือการทำ FDI แบบอุตสาหกรรม 4.0 จากไทย (เช่นที่ CP India (New Business) กำลังพยายามเปิดโรงงานไก่แบบมี end-to-end traceability เพื่อการส่งออกไปสหรัฐฯ และ EU)

สาม ขณะนี้อินเดียมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าจะมุ่งสร้างความสัมพันธ์รอบทิศทาง หรือ กล่าวได้ว่า อินเดียมุ่งมั่นที่จะคบหากับทุกประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจหรือประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นประเทศใหญ่หรือเป็นประเทศเล็ก ดังนั้น เพื่อป้องกันการตกขบวนรถไฟสายเอเชีย ไทยก็อาจต้องถามตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องเร่งสร้างความโดดเด่นในบริบทอาเซียนและในบริบทโลก เพื่อเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ที่จะทำให้อินเดียหันมาสนใจไทยยิ่งขึ้น

* * * * * * * * * *

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี
12 มิถุนายน 2561