สมเด็จพระปิยมหาราชในโอลด์เดลี

 

เมื่อประมาณเกือบหนึ่งศตวรรษครึ่งมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี ได้เสด็จฯ เยือนอินเดีย ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ ระหว่างวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1872 (นับตามปฏิทินเก่ายังเป็น พ.ศ. 2414) จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2414 ทั้งสิ้น 47 วัน และได้เสด็จฯ เยือนเมืองสำคัญ 7 แห่ง คือกัลกัตตา (ขณะนั้นยังเป็นเมืองหลวงศูนย์การปกครองของอังกฤษในอินเดียอยู่) บอมเบย์  เดลี อักรา ลักเนา กานปูร์ และพาราณสี

การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ ร. 5 เพิ่งเสด็จฯ ขึ้นครองราชย์ ยังทรงเป็นยุวกษัตริย์ พระชนมายุเพียง 18 พรรษา ก่อนหน้าที่จะทรงรับพระราชภาระในการปกครองแผ่นดินสยามมาโดยเต็มพระองค์[1]  ในการเสด็จฯ อินเดียช่วงต้นรัชสมัยครั้งนี้ (รวมทั้งการเสด็จฯ สิงคโปร์ มลายา และชวา ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นด้วย) ร. 5 มีพระราชประสงค์ที่จะทรงศึกษาดูกิจการบ้านเมืองแบบสมัยใหม่ และวิธีบริหารราชการของประเทศเจ้าอาณานิคมตะวันตก ซึ่งต่อมาได้ส่งอิทธิพลต่อแนวพระราชดำริในการปฏิรูปประเทศสยามด้านต่าง ๆ นานัปการ

ในครั้งกระโน้น เดลีที่สมเด็จพระปิยมหาราชได้เสด็จฯ เยือน ยังมิได้มีสถานะเป็น “กรุงนิวเดลี” ดังปัจจุบัน ประการหนึ่งเนื่องจากอังกฤษยังมิได้ย้ายเมืองหลวงจากกัลกัตตามาตั้งที่นี่ดังกล่าวแล้ว และอีกประการหนึ่ง เนื่องจากกรุง “นิว” เดลี หรือ เดลี “ใหม่” ยังไม่ทันจะได้สร้างขึ้น เมืองส่วนที่เป็นกรุงนิวเดลีปัจจุบันเพิ่งมาสร้างขึ้นภายใต้การออกแบบและอำนวยการของสถาปนิกอังกฤษ เซอร์เอ็ดวิน ลุทเยนส์ หลังจากที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ กลับสยามไปแล้วหลายสิบปี[2]

ในการเสด็จฯ ต่างประเทศช่วงต้นรัชกาล ยุวกษัตริย์สยามได้ทรงปฏิรูปโบราณราชประเพณีเก่าแก่ของไทยประการหนึ่ง ที่ห้ามมิให้พระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงเสด็จออกนอกพระราชอาณาจักรเป็นอันขาด เว้นไว้แต่การเสด็จไปในพระราชสงคราม ในหลวง ร. 5 ทรงเป็นกษัตริย์สยามพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ยุครัตนโกสินทร์ ที่ได้เสด็จฯ ออกไปต่างประเทศโดยมิใช่การทำศึก และรัฐบาลอังกฤษที่ปกครองอินเดียขณะนั้นก็ให้ความสำคัญยิ่งกับการจัดการรับเสด็จถวายอย่างสมพระเกียรติ หลักฐานประวัติศาสตร์รวมทั้งสื่อร่วมสมัยรายงานว่า “คิงจุฬาลงกรณ์แห่งสยาม” ได้ทรงพบลอร์ดเมโย อุปราชอังกฤษผู้สำเร็จราชการเมืองอินเดีย ที่นครกัลกัตตา มีพิธีรับเสด็จใหญ่โต และฝ่ายอังกฤษได้จัดรถไฟขบวนพิเศษให้เป็นรถไฟพระที่นั่ง รวมทั้งจัดหมายกำหนดการต่าง ๆ ถวายอย่างดีที่สุด ตลอดการเสด็จฯ อินเดีย

ตามหมายกำหนดการนั้น สมเด็จพระปิยมหาราชได้เสด็จฯ มาถึงนครเดลี (เก่า) โดยรถไฟขบวนพิเศษ จากกัลกัตตา ผ่านปัตนะ (หรือปาฏลีบุตร) อัลลาหะบาด มาโดยลำดับ จนกระทั่งเสด็จฯ ถึงสถานีรถไฟเดลีเมื่อเวลา 07.30 น. ของวันที่ 24 มกราคม ประทับอยู่ในบริเวณเดลีจนถึงเช้าวันที่ 30 มกราคม จึงเสด็จฯ ออกจากเมืองเดลีโดยรถไฟพระที่นั่ง ไปยังเมืองอักรา เมื่อเวลา 11.00 น.

*****

ปัจจุบัน เมื่อเราท่านนึกจะมาเยือนกรุงนิวเดลี ก็คงคิดถึงการบินเข้ามา ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี แล้วจะนั่งรถยนต์เข้าเมืองไปพักที่โรงแรมไหนก็สุดแต่ใจ มีให้เลือกหลายแห่งหลายราคา แต่สมัยโน้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ประทับในโรงแรม เพราะกว่าโรงแรมที่ได้มาตรฐานสากลแห่งแรกในเดลีคือ Oberoi Maidens Hotel – ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อ Metropolitan Hotel – จะเปิดทำการ ก็ล่วงเข้า ปี ค.ศ. 1894 แล้ว[3]

ในกัลกัตตา และในเมืองอื่นๆ คณะผู้แทนสยาม 30 กว่าชีวิต อันมีสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเป็นองค์ประธาน ได้พักอยู่ที่โรงแรมของเมืองนั้นบ้าง เช่าอาคารที่เป็นสง่าโอ่โถงในพื้นที่เป็นที่ประทับบ้าง ในบางแห่ง ยุวกษัตริย์สยามก็ทรงเป็นแขกในตำหนักหรือวังของมหาราชาในท้องถิ่น และประทับแรมคืนในรถไฟพระที่นั่งก็หลายคืน แต่ที่เดลีใน ค.ศ. 1872 นั้น ทรงประทับแรมในกระโจมหรือเต็นท์ (ซึ่งถ้าจะเรียกตามคำในเรื่องรามเกียรติ์ ก็อาจเรียกได้ว่า “พลับพลา” เหมือนอย่างที่พระรามเคยประทับระหว่างทำศึกกับกรุงลงกา หรือถ้าหากจะยืมคำไทยที่ใช้ในการซ้อมรบเสือป่าในรัชสมัยของพระราชโอรส คือพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว มาใช้ ก็ต้องเรียกว่า “ค่ายหลวง”) อันตั้งอยู่ ณ บริเวณใกล้กับ Flagstaff Tower ในพื้นที่วิทยาเขตเหนือ (North Campus) ของมหาวิทยาลัยเดลี (University of Delhi)ในปัจจุบัน

ฟังดูคำว่ากระโจม ปะรำ หรือเต็นท์ อาจให้ความรู้สึกว่าเป็นที่พักที่ไม่สมพระราชสถานะ แต่เมื่อคำนึงถึงสภาพของเมืองเดลีสมัยนั้นประการหนึ่ง และธรรมเนียมการรับแขกสำคัญของอินเดียในยุคนั้นและยุคต่อมาอีกประการหนึ่ง ก็ต้องนับว่าเป็นที่พักที่ให้ความสะดวกสบายได้ระดับหนึ่งแล้ว เพราะเป็นพลับพลาหรือกระโจมที่สร้างขึ้นเพื่อต้อนรับลอร์ดเมโย อุปราชผู้สำเร็จราชการอินเดียเอง ในโอกาสที่มาร่วมการซ้อมรบครั้งใหญ่ของกองทัพอังกฤษที่ชานเมืองเดลี ในเดือนธันวาคมปีก่อนหน้านั้น และทางการอังกฤษยังไม่รื้อลง แต่ได้เก็บเอาไว้จัดถวายเป็นที่ประทับกษัตริย์แห่งสยามต่อมา การตั้งกระโจมเป็นที่พักนี้ถือปฏิบัติกันมาแม้จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ทรงประกอบพระราชพิธีสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งอินเดีย (นอกจากตำแหน่งพระเจ้ากรุงอังกฤษ) เมื่อ ค.ศ. 1911 และมีการเสด็จออกมหาสมาคม (เรียกว่า Durbar) อันประกอบด้วยมหาราชาและเจ้าผู้ครองนครต่างๆ ในอินเดียที่อยู่ภายใต้พระราชอำนาจ รวมทั้งข้าราชการอังกฤษและอินเดียทุกหมู่เหล่า ที่ทุ่งกว้างนอกกรุงนิวเดลีนั้น ก็มีการจัดตั้งกระโจมไว้เป็นที่ประทับของมหาราชาต่าง ๆ และคณะที่มาเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งอินเดียเป็นจำนวนมาก จนเรียกกันสมัยนั้นว่า “city of tents” แต่ละกระโจมตกแต่งอย่างหรูหราสวยงาม สมฐานะเจ้านาย มีข้าราชบริพารถวายงานรับใช้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จนแม้กระทั่งในอินเดียยุคนี้เอง ความนิยมตั้งปะรำชั่วคราวเพื่อจัดงานก็ยังไม่เสื่อมคลายไป ในการจัดงานใหญ่ๆ ของอินเดียบางงานสมัยนี้ ปะรำพิธีหรือกระโจมสามารถรองรับเวที ระบบแสงและเสียงรวมทั้งจอฉายภาพ มีต้นไม้ประดับสวยงาม ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ (หรือเครื่องทำความอุ่นถ้าเป็นฤดูหนาว) อย่างดี เสร็จงานแล้วก็รื้อออกไปหมดเหลือแต่พื้นที่โล่งๆ ตามเดิม

*****

เมื่อรถไฟพระที่นั่งของในหลวง ร. 5 เข้าเทียบสถานีเมืองเดลี (ปัจจุบันคือ Delhi Junction Railway Station) ตอนเช้าวันที่ 24 มกราคม ฝ่ายอังกฤษได้จัดพิธีรับเสด็จโดยมีคณะนายทหารผู้แทนของ พลเอกลอร์ดเนเปียร์แห่งแม็กดาลา ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอังกฤษในอินเดีย มาเฝ้าฯ ที่สถานี ปืนใหญ่ยิงสลุตจากป้อมแดงหรือ Red Fort[4] ถวายพระเกียรติยศ และเชิญเสด็จประทับรถม้าไปยังพลับพลาที่ประทับในพื้นที่สันเขาในเดลีตอนเหนือไม่ไกลจากฝั่งแม่น้ำยมุนา เรียกว่า The Ridge หรือ The North Ridge (ในเวลาต่อมาได้ชื่อว่า Kamla Nehru Ridge[5]) พลับพลานี้ตั้งอยู่ใกล้กับหอส่งสัญญาณของทางการอังกฤษที่เรียกว่า Flagstaff Tower ที่บนยอดสันเขา โดยลอร์ดเนเปียร์รอเฝ้าฯ รับเสด็จอยู่ ณ ที่นั้น ตัวลอร์ดเนเปียร์เองก็มีกระโจมที่พักที่ตั้งอยู่ในบริเวณ Flagstaff Tower เหมือนกัน และเมื่อได้รับเสด็จ ร. 5 และส่งเสด็จเข้าสู่ที่ประทับแล้ว ในสายวันเดียวกันนั้นเอง ในหลวง ร. 5 ก็เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมลอร์ดเนเปียร์ที่กระโจมบัญชาการของท่านลอร์ดเป็นการตอบแทน ตามธรรมเนียมพิธีการทูต

อาคารหอส่งสัญญาณทรงกลมนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1857 ไม่กีปีก่อนที่จะเสด็จฯ มาถึง เคยมีบทบาทเป็นฉากหลังในกรณีการลุกฮือของกองทหารชาวอินเดียในบังคับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ที่อังกฤษเรียกว่า กบฏซีปอย[6] ถือเป็นความพยายามของคนอินเดียที่จะต่อสู้เพื่อเอาชนะผู้ปกครองชาวอังกฤษครั้งแรกๆ (แม้จะไม่สำเร็จ)  ตอนนั้นกองกำลังพวกกบฏตีเมืองเดลีได้แล้ว  และทหารอังกฤษส่วนน้อยที่พยายามต่อสู้อยู่ ได้ถ่ายครัวให้พลเรือนฝรั่งที่เป็นเด็กและผู้หญิง รวมทั้งผู้เจ็บป่วย ถอยร่นหนีจากเมืองเดลีขึ้นมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่หอนี้ จนกว่าจะมีกำลังอังกฤษจากส่วนอื่นของอินเดียมาช่วยปราบกบฎจนแตกพ่ายไป  ที่นี่เองเป็นสมรภูมิแห่งหนึ่งที่ทหารอังกฤษและอินเดีย (ส่วนที่ยังสวามิภักดิ์อยู่กับอังกฤษ) ได้สู้รบกับทหารกบฎอินเดียอย่างดุเดือด จนฝ่ายอังกฤษสามารถยึดเมืองเดลีคืนมาได้ในเดือนกันยายน ปีเดียวกันนั้นเอง

ไม่แน่ชัดว่าทางอังกฤษคิดอย่างไรที่จัดให้กษัตริย์แห่งสยามมาประทับที่นี่ (และยังจัดให้เสด็จฯ ทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ เกี่ยวกับการปราบกบฏซีปอยครั้งนั้นอีกหลายแห่งในเมืองอื่นด้วย) แต่ถ้าฝ่ายอังกฤษประสงค์จะสร้างความประทับใจแก่ฝ่ายสยามว่า แสนยานุภาพของอังกฤษมีเหลือเฟือพอที่จะกำราบผู้แข็งข้อชาวอินเดียแล้ว จังหวะก้าวของประวัติศาสตร์ก็อาจทำให้อังกฤษไม่สมประสงค์ได้เต็มที่นัก เพราะยังไม่ทันที่ในหลวง ร. 5 จะทรงเสร็จสิ้นการเสด็จฯ เยือนอินเดียครั้งนี้เลย ลอร์ดเมโย อุปราชอังกฤษ ที่รับเสด็จสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเมื่อแรกเสด็จฯ ถึงอินเดียเอง ก็ถูกผู้ก่อการชาวอินเดียสังหารเสียที่เมืองพอร์ต แบลร์ กลางทะเลอันดามัน ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1872 นั้นเอง เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท  ยุวกษัตริย์สยาม (ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่บอมเบย์หรือมุมไบในปัจจุบัน) ก็ทรงสลดพระราชหฤทัย เพราะทรงโปรดอัธยาศัยของลอร์ดเมโยตั้งแต่ได้ทรงพบที่กัลกัตตา

การต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายสิบปีหลังรัชสมัยของพระองค์ จนกระทั่งอินเดียได้รับเอกราชสมบูรณ์จากอังกฤษในที่สุด หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

*****

ในสมัยนี้ เราไม่ต้องนั่งรถม้า แต่สามารถนั่งรถยนต์จากกรุงนิวเดลี มุ่งขึ้นเหนือผ่านย่านเดลีเก่าไปตามถนนเลาะฝั่งน้ำยมุนา (จะแวะโรงแรมเก่าแก่คือ Oberoi Maiden เอาบรรยากาศร้อยปีที่แล้วด้วยก็ยังได้) ขึ้นไปบนยอดสันเขาที่ตั้งของ Delhi University North Campus แล้วเดินเท้าตามทางเดินผ่านสวนป่าเข้าไปดู Flagstaff Tower ได้

ครั้งกระโน้น พื้นที่ยอดสันเขายังเป็นทุ่งโล่งๆ ทำให้ Flagstaff Tower มองเห็นเด่นได้แต่ไกล (ตามหน้าที่ของหอส่งสัญญาณ) แต่มาถึงยุคหลังนี้ได้มีการปลูกสวนป่าโดยรอบ Flagstaff Tower จนร่มรื่น กลายเป็นที่พักผ่อนและออกกำลังกายของนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยเดลี เป็นที่อาศัยของฝูงลิงและกระรอกป่า รวมทั้งเป็นสถานที่พลอดรักของคู่หนุ่มสาว ไม่เหลือร่องรอยสมรภูมิกบฏซีปอยแล้ว ส่วน Flagstaff Tower เอง เป็นหอทรงกลมคล้ายป้อมเตี้ย ๆ ก่ออิฐถือปูน สูงสองชั้น รูปทรงสถาปัตยกรรมชวนใจให้นึกประหวัดไปถึงอาคารแบบตะวันตกบางหลังบนพระนครคีรี (เขาวัง) ที่เพชรบุรี มีใบเสมาแบบฝรั่งบนแนวกำแพงป้อมโดยรอบ ชั้นล่างเป็นห้องใหญ่โล่งห้องเดียว มีบันไดวนขึ้นไปบนชั้นสองของหอ และมีหน้าต่างบานเล็กๆ  ลองนึกภาพดูแล้ว ท่าทางพลเรือนแหม่มและฝรั่ง รวมทั้งเด็กๆ อังกฤษที่หนีมา น่าจะต้องอุดอู้ (และเครียด) พอสมควรทีเดียวหากต้องแอบซ่อนตัวอยู่นาน ๆ

ถึงแม้พลับพลาที่ประทับจะถูกรื้อถอนไปนานแล้ว แต่ฉากหลังคือ Flagstaff Tower และวิวจากยอดสันเขา ก็ยังเป็นวิวเดียวกับที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทอดพระเนตรไว้เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วนั่นเอง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับแรมที่พลับพลาในบริเวณนี้สองคืน คือวันที่ 24  และ 25 มกราคม 2414 บันทึกของผู้ตามเสด็จระบุว่าอากาศเย็น (เพราะเป็นฤดูหนาวของอินเดียและพลับพลายังอยู่บนยอดสันเขาอีกด้วย) หลังจากนั้นก็เสด็จไปประทับแรมที่พลับพลาหรือค่ายหลวงอีกแห่งหนึ่ง ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของกรุงนิวเดลี คือ โบราณสถาน Qutab Minar

*****

ปัจจุบันนี้ นักท่องเที่ยวไทยและชาติอื่นที่ไปนิวเดลีมักไม่ค่อยยอมพลาดการไปชมโบราณสถานของกษัตริย์มุสลิมอินเดียแห่งนี้ ซึ่งเป็นหอสูงสร้างจากหินทรายแดง (คำว่า Minar ในชื่อโบราณสถานแห่งนี้ มีรากเดียวกับคำว่า minaret ในภาษาอังกฤษนั่นเอง) สลักเสลาลวดลายวิจิตรงดงาม อยู่ในวงล้อมของซากอาคารที่เคยเป็นสุเหร่าและโรงเรียนสอนศาสนา หอนี้สูง 73 เมตร ว่ากันว่าในสมัยโน้น (ก่อนยุคสุโขทัย) หอ Qutub Minar เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่สูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลกทีเดียว

หอสูงหอนี้อยู่ในเขต Mehrauli ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงนิวเดลี ไม่ไกลกันมากจากเขต Vasant Kunj และ Vasant Vihar[7] และอยู่ในแนวเส้นทางที่สามารถเดินทางต่อไปยังเมือง Gurgaon เมืองบริวารของกรุงนิวเดลีได้ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จฯ กรุงนิวเดลี บริเวณแถบนี้ยังเป็นทุ่งราบสลับกับเนินเขาเตี้ยๆ มีคนอินเดียอยู่ไม่มากนัก แต่มีซากโบราณสถาน กับมีบ้านพักตากอากาศของขุนนางอังกฤษอยู่ประปราย ในปลายปี 1871 ต่อกับต้นปี 1872 กองทัพอังกฤษจึงใช้พื้นที่นี้เป็นที่ประชุมพลราวเกือบหนึ่งหมื่นหกพันนาย จัดรูปเป็นสามกองพล และจัดการซ้อมรบครั้งใหญ่ภายใต้การบัญชาการของนายพลลอร์ดเนเปียร์ โดยได้เชิญให้ลอร์ดเมโยอุปราชมาตรวจพลซ้อมรบดังกล่าวแล้วข้างต้น

เล่ากันว่า เมื่อเห็นการระดมสรรพกำลังทัพอังกฤษมาฝึกและซ้อมรบตามแนววิชาการทหารสมัยใหม่เช่นนี้ (ซึ่งเกิดขึ้นไม่กี่ปีหลังการปราบกบฏซีปอย และหลังจากที่อังกฤษเพิ่งจะได้เห็นกองทัพรุ่นเก่าของฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่อกองทัพปรัสเซียเยอรมันที่ถือว่าเป็นกองทัพสมัยใหม่ในตอนนั้น เมื่อปี 1871 นั่นเอง) ชาวอินเดียยุคโน้นก็ไม่ค่อยเข้าใจ หรือไม่เชื่อนักว่าอังกฤษเพียงแค่ระดมพล เล่น War Game หรือซ้อมรบเฉย ๆ เท่านั้น แต่ระแวงไปว่าอังกฤษคงเตรียมจะยกทัพไปรบกับใครจริง ๆ ที่ไหนอีกแล้วกระมัง ก็ถ้าไม่มีศึกจริง ๆ อยู่ดี ๆ อังกฤษจะลุกขึ้นมาเกณฑ์กองทัพมาสะพรึ่บอย่างนั้นทำไมกัน ?

แต่การซ้อมรบเสมือนจริงของอังกฤษครั้งนี้ แม้จะไม่ได้รบกับใครที่ไหนทันที ก็มีประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมของทหารอังกฤษให้คุ้นเคยกับหลักนิยมทางยุทธสมัยใหม่ต่อไป กับพลอยได้เป็นจังหวะที่จะใช้เป็นเครื่องมือทางการทูตในการอวดแสนยานุภาพให้พระเจ้ากรุงสยามที่เสด็จมาเยือนอินเดียพอดี ได้ทรงเห็นอีกด้วย อังกฤษจึงจัดให้ทรงได้ทอดพระเนตรการซ้อมรบวันสุดท้ายในวันที่ 26 มกราคม และทอดพระเนตรพิธีปิดการซ้อมรบในวันที่ 27 มกราคม ซึ่งมีการเดินสวนสนามของกองกำลังอังกฤษทั้งหมดที่เข้าร่วมการฝึกซ้อมรบครั้งนี้ ถวายหน้าพระที่นั่งด้วย

*****

พื้นที่ซ้อมรบนั้นอยู่ค่อนลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงนิวเดลี ขณะที่พลับพลาที่ประทับที่ Flagstaff Tower นั้นอยู่ขึ้นไปทางเหนือ ดังนั้นในวันที่ 26 มกราคม คณะฝ่ายสยามจึงออกเดินทางผ่านเมืองเดลีทั้งเมืองลงไปยัง Qutub Minar ซึ่งหลักฐานร่วมสมัยระบุว่าใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือเกือบทั้งวัน โดยฝ่ายอังกฤษจัดขบวนม้า รถม้า และช้างไว้ให้ เส้นทางที่เสด็จนั้นทอดผ่านสถานที่สำคัญของเดลีที่ยังมีชื่อเสียงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้หลายแห่ง เช่น ป้อมแดงหรือ Red Fort สุสานจักรพรรดิหุมายุน (Humayun’s Tomb) แห่งราชวงศ์โมกุล พระปัยกา (ทวด) ของจักรพรรดิชาห์ชะฮานผู้ทรงสร้างทัชมาฮาล ป้อมปราการโบราณ Purana Kila และย่าน Hauz Khas เป็นต้น มีบันทึกว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงม้าพระที่นั่ง ที่ฝ่ายอังกฤษจัดถวายในบางช่วง และเปลี่ยนมาทรงช้างทรงอันเป็นช้างหลวงของอุปราชอังกฤษในบางช่วงของเส้นทาง โดยประทับสัปคับทำด้วยเงินแท้ที่เป็นของลอร์ดเมโยเองถวายมา

ในยุคนี้ เราน่าจะใช้เวลาน้อยกว่ายุคโน้นสำหรับการเดินทางในเส้นทางเดียวกัน โดยสามารถใช้เครือข่ายระบบรถไฟใต้ดินของนิวเดลี หรือใช้รถยนต์ได้ โดยไม่ต้องขี่ช้าง เพราะมีถนนเข้าไปสู่สถานที่เหล่านี้ทั้งหมดแล้ว เราผู้เป็นนักท่องเที่ยวยุคปัจจุบันอาจจะเลือกที่จะแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเหล่านี้รายทางไปเรื่อยๆ ด้วยก็ได้ (ทั้งนี้ เท่าที่พบในหลักฐานร่วมสมัย ไม่ปรากฏว่า ร. 5 ทรงแวะทอดพระเนตรสถานที่ใดในระหว่างทาง เพียงแต่เสด็จฯ ผ่านไปเท่านั้น)

คืนวันที่ 26 และ 27 มกราคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐานมาประทับแรม ณ ค่ายหลวงหรือพลับพลาในสนามซ้อมรบ ใกล้กับ Qutub Minar ในบริเวณที่เข้าใจว่า น่าจะเป็นอุทยานโบราณคดี Mehrauli (Mehrauli Archaeological Park) ในปัจจุบันนี้

เราทราบแน่นอนว่าได้ทอดพระเนตรการซ้อมรบในวันที่ 27 เกือบตลอดวัน ในสมรภูมิซ้อมที่ปัจจุบันนี้น่าจะอยูใกล้กับแนวถนน Nelson Mandela Marg อันเป็นพื้นที่ราบกว้าง และเป็นเส้นทางที่มุ่งไปสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 8 (National Highway 8 หรือ NH-8) ซึ่งนำไปสู่เมือง Gurgaon ได้ ศาสตราจารย์ สัจฉิทานันท สหาย (Professor Sachhidanand Sahai) นักวิชาการอินเดียผู้เรียบเรียงหนังสือ India in 1872 as Seen by the Siamese เกี่ยวกับการเสด็จฯ อินเดียครั้งนี้ ระบุว่า จุดที่ทอดพระเนตรการสวนสนามในพิธีปิดการซ้อมรบนั้น คือที่ “สถานีตำรวจประจำเขต Vasant Kunja” หรือ Vasant Kunj ในปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ว่าขบวนทัพของอังกฤษจะตั้งชุมนุมพลบริเวณทุ่งราบกว้างใหญ่ ใกล้สถานีตำรวจดังกล่าว ซึ่งบัดนี้กลายเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าใหญ่สามห้างต่อเนื่องกัน คือ Ambience Mall Vasant Kunj กับ DLF Promenade และ DLF Emporio และต่างก็อยู่ตามแนวถนน Nelson Mandel Marg ด้วยกันทั้งสิ้น

*****

หลังจากพิธีปิดการซ้อมรบ เวลาค่ำวันที่ 27 มกราคม พลเอกลอร์ดเนเปียร์และเลดี้เนเปียร์ ถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ที่ Metcalfe House ซึ่งบัดนี้กลายเป็นหนึ่งในซากโบราณสถานหลายแห่งที่ตั้งอยู่ภายใน Mehrauli Archaeological Park และน่าจะได้ประทับพักแรมคืนในกระโจมหรือพลับพลาใกล้ๆ กับ Metcalfe House คือ ที่ไหนสักแห่งใน Mehrauli Archaeological Park ในปัจจุบันนั่นเอง

ในกรุงนิวเดลีปัจจุบันมีอาคารชื่อ Metcalfe House ซ้ำกันอยู่สองแห่ง ซึ่งมีประวัติเกี่ยวเนื่องกันคือ เคยเป็นสมบัติของเจ้าของคนเดียวกัน กล่าวคือ Sir Thomas Metcalfe ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษประจำราชสำนักโมกุลคนสุดท้าย (ก่อนที่จักรวรรดิโมกุลจะตกเป็นของอังกฤษอย่างสิ้นเชิงและสิ้นราชวงศ์ไป) ซึ่งมีบทบาทในการปกครองอินเดียในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 อาคารชื่อนี้หลังหนึ่งตั้งอยู่ทางเดลีเหนือริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ไม่ไกลจากพลับพลาที่ประทับของ ร. 5 บนยอดสันเขามากนัก และปัจจุบันกลายเป็นที่ทำการหน่วยงานการวิจัยทางทหารของกองทัพอินเดียไปเสียแล้ว จึงไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

แต่ Metcalfe House อีกแห่งหนึ่งที่เรายังไปเที่ยวชมได้ทุกวันนี้นั้น น่าสนใจกว่า เพราะเราทราบแน่ว่าเป็นที่ที่ ร. 5 ได้เสด็จฯ เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ประวัติก็น่าสนใจ เพราะ Sir Thomas สร้างบ้านพักตากอากาศชานเมืองของตน เพื่อใช้พักผ่อนในฤดูมรสุม (และเพื่อใช้เป็นจุดสังเกตการณ์จับตาพฤติกรรมของกษัตริย์ Bahadur Shah ที่ 2 กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โมกุล ซึ่งมีพระตำหนักพักร้อนในบริเวณใกล้เคียงด้วย) โดยสร้างลงในบริเวณโบราณสถานที่มีมาก่อน คือ สุสานของเจ้านายอินเดียโบราณ Muhammad Quli Khan อนุชาของ Adham Khan ผู้ซึ่งเป็นอนุชาบุญธรรมของจักรพรรดิ์อักบาร์มหาราชอีกที Quli Khan สิ้นพระชนม์ก่อนสมัยอังกฤษจะเข้ามาครองอินเดีย ในช่วงยุคจักรวรรดิโมกุล สุสานทรงแปดเหลี่ยมพร้อมโดมแห่งนี้ สร้างราวคริสตศตวรรษที่ 17 ยังเห็นความงดงามของสถาปัตยกรรมโมกุลยุคนั้นได้อย่างชัดเจน นอกจากอาคารประธานที่เป็นอดีตสุสานที่ Sir Thomas ซื้อมาทำบ้านตากอากาศแล้ว Sir Thomas ยังได้สร้างอาคารแบบอังกฤษ ศาลาพักร้อน สวน และเรือนรับรองริมสระน้ำประกอบ แล้วใช้เป็นที่ตากอากาศ แถมเปิดให้แขกมาเยี่ยม  และให้คู่ฮันนีมูนสมัยนั้นมาพักด้วย

ถึงแม้ว่าวิวในอุทยาน (มองเห็น Qutub Minar ได้ชัดเจน) จะสวยงามสักเพียงใด แต่ก็นับว่าน่าทึ่งมากที่ฝรั่งสมัยนั้นรู้สึกเฉยๆ กับการฮันนีมูนหรือการตากอากาศในสุสานได้ โดยไม่ยักขนหัวลุก! อย่างไรก็ดี ตกมาถึงสมัยนี้ นักท่องเที่ยวยุคปัจจุบันก็เข้าไปชมความงดงามของ Metcalfe House กันอุ่นหนาฝาคั่งแล้วเหมือนกัน โดยไม่เคยมีข่าวว่ามีเหตุน่าหวาดเสียวอย่างใด ชะรอยเจ้าของสุสานคงจะพระทัยดี จึงไม่เคยปรากฏพระองค์ออกมาทักทายนักท่องเที่ยวเลย

*****

บันทึกร่วมสมัยของผู้ตามเสด็จ ระบุว่าในวันสุดท้ายของการประทับที่เมืองเดลีก่อนเสด็จฯ ออกไปอักรา มีการจัดให้พ่อค้าอินเดียนำสินค้าต่างๆ ของตนมาแสดงบริเวณที่ประทับเป็นตลาดชั่วคราว เพื่อให้คณะฝ่ายสยามได้ “ช้อปปิ้ง” นายทหารฝรั่งเจ้าของบันทึกระบุว่ามีผ้าผ่อนแพรพรรณและสินค้าพื้นเมืองอื่นๆ มากมาย และชาวสยามก็ดูจะรู้สึกสนุกที่ได้ต่อรองราคากับพ่อค้าชาวอินเดีย เพื่อซื้อหาสินค้ากลับไปเป็นของฝากให้ญาติมิตรในสยาม แต่ก็บันทึกไว้ด้วยว่า หลังจากที่ต่อราคาจนตกลงกันได้แล้ว ชาวสยามก็ชำระเงินให้เต็มจำนวนทันทีโดยไม่มีอิดเอื้อน นิสัยชาวสยามสมัยนั้นน่าจะตกทอดมาถึงนักช้อปไทยสมัยนี้บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเราในยุคนี้สามารถที่จะซื้อหาของฝากของที่ระลึกจากอินเดียได้จากห้างร้านหรือตลาดหลายแห่งทั่วไปในกรุงนิวเดลี แต่หากจะให้ได้ความรู้สึกครึ้มใจว่ากำลังเดินตามรอยพระบาท ร. 5 อยู่ เราก็อาจเลือกไปห้างสรรพสินค้าสามห้างใน Vasant Kunj ที่กล่าวถึงข้างบน ซึ่งเคยเป็นบริเวณที่กองทัพอังกฤษสวนสนามหน้าพระที่นั่งมาก่อน ก็ทำได้

*****

การเสด็จฯ อินเดียในครั้งนั้นสิ้นสุดลงเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ ออกจากท่าเรือเมืองกัลกัตตา นิวัติกรุงสยาม เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2414 แต่ความประทับพระทัยต่อสิ่งที่ได้ทรงพบเห็นน่าจะมีผลต่อเนื่องต่อพระราชภารกิจด้านการปฏิรูปประเทศสยามมาจนตลอดรัชสมัย

ไม่ปรากฏว่า พระราชโอรสและพระราชนัดดา คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ร. 6 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ร. 7 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ร. 8 และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ร. 9 ได้มีโอกาสเสด็จฯ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการภายหลังจากการเสด็จฯ ครั้งนั้นแต่อย่างใด แต่ความผูกพันของพระราชวงศ์จักรีกับอินเดียก็มิได้คลายจางลงไป สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ในหลวง ร. 6 ทรงเป็นนักอักษรศาสตร์ที่ทรงพระปรีชาสามารถเกี่ยวกับภารตวิทยา โดยเฉพาะวรรณกรรมสันสกฤตอย่างยิ่ง ได้ทรงแปลวรรณกรรมอินเดียโบราณเป็นภาษาไทยไว้หลายเรื่อง ส่วนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เคยทรงพบกับรพินทรนาถ ฐากูร มหากวีของอินเดีย ชาวเอเชียผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเป็นคนแรก และผู้แต่งบทกวีซึ่งต่อมาจะกลายเป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐอินเดีย ท่านรพินทรนาถ ฐากูร ได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวง ร. 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อท่านเดินทางไปเยือนสยามในปี พ.ศ. 2470 และได้แต่งบทกวีอุทิศให้สยามไว้ 2 บท ด้วยความประทับใจด้วย

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี “สมเด็จย่า” ผู้ทรงเป็นพระราชชนนีของทั้งในหลวง ร. 8 และในหลวง ร. 9 เคยทรงบันทึกในเอกสารส่วนพระองค์ว่า ทรงปรารถนาจะได้เป็นทูตไทยประจำอินเดีย และต่อมาก็ทรงสนพระทัยศึกษาอารยธรรมอินเดียทั้งพุทธศาสนา ปรัชญาอินเดีย และภาษาสันสกฤต

ในหลวง ร. 9 เมื่อยังทรงพระชนมชีพ เคยทรงมีพระราชปรารภที่จะเสด็จฯ เยือนอินเดีย แต่ขณะนั้นพระพลานามัยไม่ค่อยสมบูรณ์แล้ว จึงไม่ได้เสด็จฯ อินเดียจนตลอดรัชสมัย แต่กระนั้นในรัชกาลของพระองค์ก็ได้เคยทรงพบประธานาธิบดีอินเดียถึงสองท่าน ท่านหนึ่งคือ ประธานาธิบดี V.V. Giri ซึ่งเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะราชอาคันตุกะเมื่อ พ.ศ. 2515 และอีกท่านหนึ่งคือ เอกอัครราชทูต K.R. Narayanan เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยระหว่างปี 2510-2512 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของอินเดีย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เคยเสด็จฯ อินเดียสามครั้ง เมื่อยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ส่วนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็สนพระทัยอินเดียมาก ด้วยทรงเป็นทั้งนักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤต เสด็จฯ อินเดียแล้ว 18 ครั้ง โดยได้เสด็จฯ เยือนแทบทุกรัฐในอินเดีย และรัฐบาลอินเดียได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลและอิสริยาภรณ์เฉลิมพระเกียรติมาแล้วหลายรางวัล

ผลสืบเนื่องอีกประการหนึ่งที่กล่าวได้ว่า เกิดขึ้นหลังการเสด็จฯ เยือนอินเดียของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงครั้งนี้  คือการที่ในปี พ.ศ. 2441  รัฐบาลบริติชอินเดียได้ตัดสินใจที่จะทูลเกล้าฯ ถวายส่วนหนึ่งของพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นักโบราณคดีอังกฤษขุดค้นพบได้ที่เมืองกบิลพัสดุ์ แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศเอกราชที่เป็นพุทธมามกะอยู่ในขณะนั้น และได้โปรดเกล้าฯ  ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) นำคณะผู้แทนสยามไปทำพิธีรับพระบรมสารีริกธาตุที่อินเดีย อัญเชิญกลับมากรุงเทพฯ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เชิญไปประดิษฐานไว้ที่บรมบรรพต หรือภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ตั้งแต่ พ.ศ. 2442 มาจนถึงปัจจุบัน.

—————————————————————————–

[1] ในเวลานั้น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ยังเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอยู่ จนถึงปี พ.ศ. 2416 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 20 พรรษา ทรงบรรลุพระราชนิติภาวะและทรงผนวชแล้ว และทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2416

[2]  ในสมัยที่เสด็จฯ เยือนอินเดียนั้น อังกฤษจัดให้เมืองเดลีขึ้นอยู่ในแคว้นปัญจาบ และเพิ่งได้ประกาศให้กรุง (นิว) เดลี เป็นเมืองหลวงของตนในอินเดียเมื่อ ค.ศ. 1911 นี้เอง

[3] สำหรับโรงแรมมาตรฐานสากลแห่งแรกในประเทศอินเดีย และบางกระแสอ้างว่าเป็นแห่งแรกในเอเชียด้วยนั้น คือโรงแรม Great Eastern ที่กัลกัตตา (ปัจจุบันใช้ชื่อว่า The Lalit Great Eastern Kolkata) ซึ่งมีประวัติมาตั้งแต่ ค.ศ. 1841 และในหลวง ร.5 ก็ได้ประทับที่โรงแรมแห่งนี้ระหว่างที่เสด็จฯ กัลกัลตาด้วย ระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1872 ส่วนโรงแรมโอเรียนเต็ลที่กรุงเทพฯ หรือ Mandarin Oriental ในปัจจุบัน มีประวัติมาตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1870

[4] เป็นพระราชวังโบราณในสมัยราชวงศ์โมกุล ซึ่งอังกฤษใช้เป็นป้อมปราการ และต่อมาเมื่ออินเดียได้รับเอกราชแล้ว มีธรรมเนียมที่นายกรัฐมนตรีอินเดียทุกคนจะต้องเชิญธงชาติอินเดียขึ้นสู่ยอดเสาและกล่าวสุนทรพจน์ฉลองวันเอกราชอินเดียที่ป้อมแดงนี้ ในวันที่ 15 สิงหาคม ทุกปี

[5] ตามชื่อของภริยาของบัณฑิต ยาวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียหลังได้เอกราช ทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเนห์รูเองและภริยาเป็นนักต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียจากอังกฤษทั้งคู่

[6] Sepoy Mutiny ซึ่งนักประวัติศาสตร์อินเดียปัจจุบันมักเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น Sepoy Uprising/ Freedom Struggle อันส่อนัยถึงการลุกขึ้นต่อสู้เพื่ออิสรภาพ มากกว่าการก่อกบฎ คำว่า “ซีปอย – Sepoy” (เอกสารไทยบางแห่งเรียกว่า “ซีป่าย”) เป็นชื่อที่อังกฤษเรียกทหารชาวพื้นเมืองชาวอินเดียของตนในเวลานั้น

[7] ระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2556 -2561 เขตวสันต์วิหารเป็นเขตที่ตั้งของสำนักงานชั่วคราวของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี เนื่องจากเวลานั้นที่ทำการถาวรของสถานทูตไทยที่เขตจาณักยปุรี กรุงนิวเดลี กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารที่ทำการใหม่

 

อภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง
อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี