เศรษฐกิจ

หมวด: รู้จักอินเดีย

ภาพรวม

อินเดียเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product – GDP) (Power Purchasing Parity –PPP) สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน แต่ด้วยจำนวนประชากรมหาศาลกว่า 1.2 พันล้านคน ทำให้อินเดียยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ (Lower-middle-income economy) ตามการแบ่งกลุ่มประเทศของธนาคารโลกในปีงบประมาณ 2557-58 โดยใช้รายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income – GNI) ต่อหัวเป็นเกณฑ์ คือมี GNI ต่อหัวระหว่าง 1,046-4,125 ดอลลาร์สหรัฐ

หากพิจารณาองค์ประกอบทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจอินเดียที่มีพื้นฐานอยู่บนกิจกรรมในสาขาบริการ โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66 ของ GDP ขณะที่การเกษตรและอุตสาหกรรม มีสัดส่วนร้อยละ 17 ของ GDP เท่ากัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในช่วงที่ผ่านมาที่อินเดียได้กลายเป็นแหล่งการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางให้บริการ Call Centre และศูนย์กลางด้านไอทีของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การเกษตรยังคงเป็นสาขาที่จ้างงานสูงสุดในระบบเศรษฐกิจถึงประมาณร้อยละ 50 ของแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและบริการใช้แรงงานร้อยละ 20 และ 30 ตามลำดับ (ตัวเลขปีงบประมาณ 2556-57)

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจอินเดีย

แม้ภาพของความยากจนยังมีให้เห็นมากในอินเดีย แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจอินเดียได้พัฒนาไปอย่างมากนับตั้งแต่อินเดียเริ่มเปิดประเทศภายหลังสงครามเย็นและได้พยายามส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างชาติในกิจการไฟฟ้า พลังงาน และอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้เปิดเสรีโทรคมนาคมและการสื่อสารในปี 2543 ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอินเดียดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเศรษฐกิจอินเดียเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงปี 2548-2553 โดย GDP เติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 8.5 โดยขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 10.3 ในปี 2553 ประกอบกับจำนวนประชากรชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อินเดียกลายเป็นตลาดใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากนานาชาติ

ในช่วงที่เริ่มมีกระแสความนิยมทางการค้าและการลงทุนหลั่งไหลสู่ภูมิภาคเอเชีย รัฐบาลอินเดียตั้งแต่ยุคพรรครัฐบาลคองเกรส (ปี 2547-2557) จนถึงชุดปัจจุบันได้พยายามเร่งการปฏิรูประบบโครงสร้างต่างๆ เพื่อรองรับการค้าการลงทุนและเพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในด้านสาธารณูปโภค การศึกษา ความมั่นคงทางสังคม การปรับโครงสร้างของภาครัฐ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การขยายฐานภาษี และการพัฒนาในส่วนภูมิภาคและภาคการเกษตร นอกจากนี้ การลงทุนทั้งในอุตสาหกรรม การค้า และบริการ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการที่อินเดียมีนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทต่างประเทศเริ่มสนใจเข้ามาลงทุนในอินเดีย โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เนื่องจากอินเดียมีข้อได้เปรียบเรื่องจำนวนแรงงานที่มีอยู่มหาศาล มีแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานปีละประมาณ 12 ล้านคน ในจำนวนนี้มีแรงงานที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมเป็นจำนวนมาก และมีความได้เปรียบทางด้านภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ รวมทั้งมีค่าจ้างแรงงานที่ถูก ทำให้บริษัทต่างชาติสนใจมาตั้งฐานการผลิตที่อินเดียอย่างกว้างขวาง

รัฐบาลอินเดียยังได้ผ่อนปรนข้อบังคับหลายๆ อย่าง เช่น ลดการจำกัดประเภทของการลงทุน และเพิ่มมูลค่าผลกำไรที่สามารถส่งกลับประเทศได้ การก่อสร้างขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2547 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงสาธารณูปโภครวมมูลค่าประมาณ 115,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาถนนสายสำคัญทั่วประเทศ ปรับปรุงเส้นทางรถไฟ และระบบขนส่งมวลชน ขยายเครือข่ายโทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา ก่อสร้างท่าเรือและท่าอากาศยานเพิ่มเติม เพื่อจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอินเดีย นอกจากนั้น รัฐบาลอินเดียยังได้พยายามออกมาตรการที่เอื้อให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนโดยตรงได้ง่ายและสะดวกขึ้นเรื่อยๆ โดยได้ขยายเพดานให้ต่างชาติสามารถลงทุนโดยตรงได้ร้อยละ 100 ในหลายสาขา เช่น กิจการท่าอากาศยาน กิจการโทรคมนาคม การวางโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับปิโตรเลียม (เช่นการวางท่อขนส่งน้ำมันและกาซธรรมชาติ) การค้าพลังงาน (power trading) การลงทุนในเหมืองเพชรและถ่านหิน การผลิตและจัดเก็บกาแฟ และยางพารา อีกทั้งยังเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนโดยตรงในกิจการค้าปลีกที่ขายสินค้าเพียงตราเดียว (single brand ) ได้ถึงร้อยละ 51 เป็นครั้งแรก เช่น Sony Reebok Louis Vuitton เป็นต้น

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน

รัฐบาลอินเดียชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายนเรนทร โมดี ให้ความสำคัญกับการฟื้นคืนชีพให้กับเศรษฐกิจอินเดียมากที่สุด โดยมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยได้ริเริ่มแคมเปญ Make in India เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของความเป็นประเทศที่ต้อนรับนักลงทุนโดยการปูพรมแดง (red carpet) ให้นักลงทุนไปตั้งโรงงานผลิตสินค้าในอินเดีย แทนภาพลักษณ์เดิมของระบบราชการที่เป็นอุปสรรคของนักลงทุน (red tape) นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบภายในเพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อนักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดนำระบบภาษีเดียว (GST) มาใช้ การปรับระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดระเบียบการคลังภาครัฐ เช่น ลดการอุดหนุนสินค้าและตั้งเป้าลดการขาดดุลบัญชีงบประมาณเหลือร้อยละ 4.5 ของ GDP รวมถึงการปรับปรุงกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับต่างประเทศให้เอื้อต่อการลงทุนขณะเดียวกันมีความรัดกุมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอินเดียมากขึ้น

สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

สถานะทางเศรษฐกิจของอินเดียในปัจจุบัน (ปี 2557) ถือว่าอยู่ในช่วงปลายของการชะลอตัว หลังจากที่อัตราการเติบโต GDP ที่เคยสูงสุดในปี 2553 ชะลอตัวลงมาอยู่ในระดับร้อยละ 5-6 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งเป็นทั้งตลาดสินค้าและแหล่งเงินทุนที่สำคัญของอินเดีย โดยในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวนั้นอินเดียต้อยเผชิญกับอุปสรรคในการพัฒนาหลายประการ อาทิ 1) โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะ เป็นถนน ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่นๆ 2) การขาดแคลนพลังงาน 3) ความล่าช้าในการผ่อน  คลายกฎระเบียบการค้าการลงทุน และ 4) อัตราเงินเฟ้อ

อัตราเงินเฟ้อของอินเดียในปี 2553 สูงถึงร้อยละ 12 อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อล่าสุดในปี 2556 ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง (อยู่ที่ร้อยละ 4.4 ในเดือนพฤศจิกายน 2556) เนื่องจาก 1) ราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง 2) ราคาสินค้าโลกทั่วไปที่ลดลงโดยเฉพาะน้ำมัน (น้ำมันคิดเป็นร้อยละ 37 ของสินค้านำเข้าทั้งหมด)  3) สภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซา และ 4) การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอินเดียที่ได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาเป็นระยะและมีแนวโน้มที่จะใช้นโยบาย flexible inflation targeting เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

แนวโน้ม

รัฐบาลอินเดียคาดการณ์ว่า การเติบโต GDP ในปี 2557-58 จะยังคงเติบโตอย่างช้าๆ อยู่ที่อัตราร้อยละ 5.4-5.9 และจะยังคงไม่หวือหวาในช่วงต่อไป เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ 1) นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจต้องใช้เวลาอีกสักพักจึงจะเห็นผล 2) การเติบโตที่ชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกของอินเดีย 3) ธนาคารกลางอินเดียยังไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้เนื่องจากแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อ และ 4) ฤดูมรสุมที่ผิดปกติทำให้ผลิตผลการเกษตรอาจลดลง

ดัชนีทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอินเดีย

อัตราแลกเปลี่ยน

63.385 รูปีอินเดีย = 1 ดอลล่าร์สหรัฐ (6 มกราคม 2558)

GDP

1.877 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ (World Bank, 2556)

สัดส่วนของ GDP

ภาคเกษตร: ร้อยละ17
ภาคอุตสาหกรรม: ร้อยละ17
ภาคบริการ: ร้อยละ66 (2556)

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ร้อยละ 5.0 (World Bank, 2556)

รายได้ประชาชาติต่อหัว

5,412 ดอลล่าร์สหรัฐ (World Bank, GDP per capita, PPP, 2556)

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

319.7 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (26 ธันวาคม 2557)

หนี้ต่างประเทศ

455.9 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (MoF, 30 กันยายน 2557)

การลงทุนจากต่างชาติ(FDI)

349 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (DIPP, เมษายน 2543 – ตุลาคม 2557)

อัตราเงินเฟ้อ

ร้อยละ 4.4 (พฤศจิกายน 2557)

มูลค่าการส่งออก

314.4 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (2555-56)

มูลค่าการนำเข้า

450.2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (2555-56)

สินค้าส่งออก

ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม,อัญมณี,เครื่องจักร,เหล็กและโลหะ, สารเคมี, ยานพาหนะ, เสื้อผ้าสำเร็จรูป

สินค้านำเข้า

น้ำมันดิบ,อัญมณี,เครื่องจักร,ปุ๋ย,เหล็กและเหล็กกล้า, สารเคมี

ดุลการค้า

ขาดดุลการค้า 135.8 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (2555-56)

ตลาดส่งออก

สหรัฐฯ 12.4%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 9.7%, จีน 4.7%, ฮ่องกง 4.0%, สิงคโปร์ 3.9% (2555-56)

ตลาดนำเข้า

จีน 11.3%, ซาอุดิอาระเบีย 8.0%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 6.4%, สหรัฐฯ 4.9%,สวิตเซอร์แลนด์ 4.2% (2555-56)

ปีงบประมาณ

1เมษายน– 31 มีนาคม

หมวด: ความร่วมมือไทยอินเดีย

ภาพรวม

ไทยและอินเดียมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันมาช้านาน มีหลักฐานว่าการค้าไทยอินเดียเริ่มต้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังสยามกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ไปจนถึงการค้ากับบริษัท East India Company ในสมัยอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการอพยพไปไทยของบรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายอินเดียในปัจจุบัน

การค้าไทยอินเดียในยุคสมัยปัจจุบันมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ไทยและอินเดียลงนามความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกัน โดยเริ่มลดภาษีในกรอบ Early Harvest Scheme สำหรับสินค้า 83 รายการตั้งแต่ปี 2547 (ภาษีเหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่ปี 2549) รวมถึงความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนอินเดียที่มีผลตั้งแต่ปี 2553 อย่างไรก็ดี การค้าไทยอินเดียยังถือว่ามีโอกาสที่ขยายตัวได้อีกมาก โดยปัจจุบัน ไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับ 4 ของอินเดียในอาเซียนรองจากสิงคโปร์อินโดนีเซียและมาเลเซีย

ด้านการลงทุน มีบริษัทอินเดียเข้าไปลงทุนในไทยจำนวนมาก มูลค่าการลงทุนตรง (FDI) ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 รวมประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในไทย ได้แก่ กลุ่มบริษัททาทา ซึ่งลงทุนทั้งในธุรกิจยานยนต์ (Tata Motors) ธุรกิจเหล็ก (Tata Steel) ธุรกิจไอที (Tata Consultancy Services) นอกจากนี้ ยังมีบริษัทใหญ่อื่นๆ อาทิ Indorama, Aditya Birla, NIIT, Kirloskars Brothers และ Punj Loyd ที่เข้าไปลงทุนในไทยด้วย ในส่วนของการลงทุนไทยในอินเดีย แม้บริษัทไทยยังเข้าไปลงทุนในอินเดียไม่มากนัก แต่มีบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ซีพี อิตาเลียนไทย ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เดลต้าอิเล็กทรอนิกส์ บ้านพฤกษาและไทยออโต้ซัมมิทที่เข้าไปลงทุนในอินเดีย (คลิกที่นี่ เพื่อดูรายชื่อบริษัทไทยในอินเดียทั้งหมด)

การค้าไทยอินเดีย

สถิติการค้าไทยอินเดีย

ความตกลงเอฟทีเอไทยอินเดีย

ไทยและอินเดียได้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTA) ไทยอินเดีย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 โดยสาระสำคัญของกรอบความตกลงฯ จะครอบคลุมการเปิดเสรีทั้งในด้านการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยได้มีการเร่งลดภาษีสินค้าบางส่วนทันที (Early Harvest Scheme: EHS) ไทยและอินเดียได้ยกเลิกภาษีสินค้าจำนวน 82 รายการ (ต่อมาเพิ่มเป็น 83 รายการ) เช่น เงาะ ลำไย มังคุด ทุเรียน ข้าวสาลี อาหารทะเลกระป๋อง อัญมณีและเครื่องประดับ (พลอยสี) เม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศ พัดลม ตู้เย็น เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ บอลล์แบริ่ง และส่วนประกอบของเครื่องยนต์ เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2549 โดยทั้งสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงเพื่อเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบ (Comprehensive FTA)

คลิกที่นี่ เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและดูรายการสินค้าภายใต้เอฟทีเอ

ความตกลงเอฟทีเออาเซียนอินเดีย

เมื่อปี 2545 ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนและอินเดียเห็นชอบให้มีการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนอินเดีย และในปี 2546 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ  (Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation between ASEAN and India) เพื่อเป็นกรอบแนวทางและแผนงานในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนอินเดียที่จะครอบคลุมถึงการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และกลไกระงับข้อพิพาท รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือในการอำนวยทางการค้า โดยเริ่มเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าเป็นฉบับแรก   

ทั้งสองฝ่ายเริ่มเจรจาความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าและความตกลงว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาท ตั้งแต่ปี  2547 ซึ่งต่อมา ในระหว่างการรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอินเดีย ครั้งที่ 7 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ได้มีลงนามความตกลงดังกล่าวและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และความตกลงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 

ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า ประเทศสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศ (บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย) และอินเดียจะยกเลิกภาษีศุลกากรของสินค้าโดยรวมประมาณร้อยละ 80 ของรายการสินค้าภายในปี 2559 ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) จะยกเลิกภาษีภายในปี 2564 ส่วนฟิลิปปินส์และอินเดียจะยกเลิกภาษีภายในปี 2562 

ทั้งนี้ ล่าสุด อาเซียนและอินเดียได้ลงนามให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีอาเซียนอินเดียในสาขาบริการและการลงทุน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558

คลิกที่นี่ เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม