การเมือง ความมั่นคง และการทหาร

1. ภาพรวม

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอินเดียเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๐ (ค.ศ. ๑๙๔๗) โดยเป็นระดับอัครราชทูตในระยะแรก ต่อมาได้ยกระดับขึ้นเป็นเอกอัครราชทูต เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๔๙๔ ปัจจุบัน นายชลิต มานิตยกุล เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอินเดีย โดยมีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลี และมีสถานกงสุลใหญ่อีก ๓ แห่ง คือ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา (Kolkata) สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ (Mumbai) และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน (Chennai) ส่วนอินเดีย มีสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพฯ และสถานกงสุลใหญ่ ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายหรรษ วรรธัน ศฤงคลา (ศะ-ริง-คลา Harsh Vardhan Shringla) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย

ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศอินเดียมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นในด้านการเมือง
ความมั่นคง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และศาสนา เพราะทั้งสองประเทศดำเนินนโยบายที่สอดรับกัน โดยอินเดียได้ริเริ่มนโยบายมองตะวันออก (Look East Policy) เพื่อขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินนโยบายมุ่งตะวันตก (Look West Policy) ของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับอินเดียในฐานะมหาอำนาจและเป็นตลาดการค้าที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้

เมื่อวันที่ ๒๔-๒๖ มกราคม ๒๕๕๕ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ และเป็นแขกเกียรติยศในงานเฉลิมฉลองวันสถาปนาสาธารณรัฐ ซึ่งหนึ่งผลการเยือนคือ ผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือระหว่างกัน และพัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) โดยไทยต้องการให้อินเดียมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออก และเน้นความร่วมมือในด้านการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและอาเซียนกับอินเดีย และเมื่อวันที่ ๒๐-๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ ได้เดินทางเยือนอินเดียอีกครั้งเพื่อเข้าร่วมงาน ASEAN – India Commemorative Summit เพื่อฉลองความสัมพันธ์อาเซียน – อินเดีย ครบรอบ ๒๐ ปี

เมื่อวันที่ ๓๐-๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ดร. มันโมหัน สิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดียได้เดินทางเยือนประเทศไทยในแบบทวิภาคีเป็นครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้ ดร. มันโมหัน สิงห์ เคยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ BIMSTEC ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๔๗ และเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน – อินเดีย ที่ประเทศไทย เมื่อปี ๒๕๕๒

2. การแลกเปลี่ยนการเยือน

ไทยและอินเดียมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูง ทั้งการเยือนของพระราชวงศ์ และการเยือนของผู้นำฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการอย่างต่อเนื่อง

2.1 การเยือนในระดับราชวงศ์

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ๒ ครั้ง และทรงทำการบินผ่านเมืองมุมไบอีกหลายครั้ง ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ทรงทำการบินเครื่องบินพระที่นั่งเที่ยวบินพิเศษมหากุศล และเสด็จฯ พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาและพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทีปังกรรัศมีโชติ ในการนำคณะพุทธศาสนิกชนจำนวน ๑๒๐ คน จาริกกราบสักการะพุทธสังเวชนียสถาน ณ ตำบลพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ สาธารณรัฐอินเดีย เนื่องในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปีของการก่อตั้งบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย ๑๕ ครั้ง ครั้งล่าสุด ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗ อย่างเป็นทางการที่เมืองกัลกัตตา รัฐเวสต์เบงกอล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนอินเดีย ๑๐ ครั้ง ครั้งล่าสุด ระหว่างวันที่ ๙-๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เพื่อทรงร่วมการประชุมประจำปีกับสำนักงานองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียอาคเนย์  พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเยือนอินเดียและเนปาล ระหว่างวันที่ ๖-๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เพื่อนำคณะผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) เข้าร่วมโครงการอุปสมบทและปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รวมทั้งหมด ๓๕๐ คน) เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ณ พุทธสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๐ เพื่อทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดโครงการฉลองมหามงคลพุทธารามมหาราชชยันตี ณ วัดไทยพุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร

2.2 การเยือนในระดับผู้นำรัฐบาล

พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๐ นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียเพื่อเข้าร่วมประชุมระดับผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ ๒ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๔-๕ เมษายน ๒๕๕๔ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างวันที่ ๒๔-๒๖ มกราคม ๒๕๕๕ และครั้งที่สองระหว่างวันที่ ๒๐-๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย สมัยพิเศษ (ASEAN-India Commemorative Summit) ฝ่ายอินเดีย นายอฏัล บิหารี วาชเปยี (Atal Bihari Vajpayee) นายกรัฐมนตรี เยือนไทยอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๔๖ ดร. มันโมหัน สิงห์ (Dr. Manmohan Singh) นายกรัฐมนตรี เยือนไทยครั้งแรกเพื่อเข้าร่วมการประชุม BIMSTEC Summit ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ที่กรุงเทพฯ และครั้งที่สองเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ครั้งที่ ๑๕ ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ ล่าสุด เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ ๓๐-๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

2.3 การเยือนของฝ่ายนิติบัญญัติ

นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภา เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๔๗ และนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เยือนอินเดียในเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ ฝ่ายอินเดีย นางมีรา กุมาร (Meira Kumar) ประธานสภาผู้แทนราษฎรอินเดีย (โลกสภา) ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุม IPU (Inter-Parliamentary Union) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๓ และประทับใจในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IPU ของรัฐสภาไทยซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และมีความชื่นชมและประทับใจในพัฒนาการด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของไทย และได้มีโอกาสหารือกับประธานรัฐสภาไทยเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างรัฐสภาทั้งสอง

3. กลไกด้านการเมืองและความมั่นคง

ไทยดำเนินนโยบายมุ่งตะวันตก (Look West Policy) ซึ่งให้ความสำคัญกับอินเดียในฐานะมหาอำนาจและเป็นตลาดการค้าที่มีศักยภาพมากที่สุดในเอเชียใต้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายมุ่งตะวันออก (Look East Policy) ของอินเดีย ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้/เอเชียตะวันออก รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ไทยต้องการให้อินเดียมีบทบาทเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ประชาคมเอเชีย และยกบทบาทของเอเชียในเวทีโลก โดยมีจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน เป็นเสาหลัก และทำให้โลกเป็น Multi-polar World ตลอดจนต้องการให้อินเดียมีบทบาทในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ความร่วมมือในกระบวนการส่งเสริมประชาธิปไตยในพม่า ขณะที่อินเดียสนใจขยายความสัมพันธ์กับไทย เนื่องจากประสงค์ให้ไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อ่าวไทย และทะเลจีนใต้ ทั้งในด้านการเมือง และเศรษฐกิจ รวมทั้งการมีความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับไทย

3.1 คณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission – JC)

จัดตั้งเมื่อปี ๒๕๓๒ เป็นกลไกความร่วมมือทวิภาคีที่ครอบคลุมทุกสาขา ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธาน ครั้งล่าสุด เป็น การประชุมครั้งที่ ๖ จัดขึ้น ณ กรุงนิวเดลี ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ นอกจากนั้น ยังมีกลไกการหารือระหว่างปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (Foreign Office Consultations) ล่าสุด ฝ่ายอินเดียเป็นเจ้าภาพจัดการหารือเป็นครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๗

3.2 อินเดียให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคง

อินเดียให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคง เพราะมีปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ อันมีสาเหตุมาจากความแตกต่างทางด้านเผ่าพันธุ์ วรรณะ และการนับถือศาสนาของประชาชน รวมทั้งยังมีปัญหาขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องพรมแดน ปัญหาการเข้าเมืองผิดกฎหมาย อาชญากรรม และปัญหาการก่อการร้าย อันเนื่องมาจากความแตกต่างด้านศาสนาและข้อพิพาทเรื่องดินแดนด้วย

อินเดียประสงค์จะร่วมมือกับประเทศไทยในด้านความมั่นคงมาโดยตลอด และพยายามผลักดันที่จะมีความร่วมมือด้านความมั่นคงในลักษณะถาวร (Institutionalized) กับไทย เนื่องจากในอดีต อินเดียเชื่อว่าไทยเป็นฐานหรือทางผ่านสำหรับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอินเดีย นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศเปิด และดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับทุกประเทศ ไม่มีความขัดแย้งกับประเทศใด ตลอดจนการมีบทบาทนำของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน รวมทั้งเวทีการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum – ARF) และมีบทบาทอย่างแข็งขันในความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อต้นปี ๒๕๔๖ ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคง ไทย – อินเดีย (Thailand-India Joint Working Group on Security Cooperation – JWG) โดยฝ่ายไทยมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะ และฝ่ายอินเดียมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย (รับผิดชอบด้านความมั่นคง) เป็นหัวหน้าคณะ เพื่อเป็นกลไกสำหรับการประสานความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคงในสาขาต่างๆ ได้แก่ การข่าวกรอง การทหาร การแก้ไขปัญหายาเสพติด การปราบปรามการฟอกเงิน การต่อต้านการก่อการร้ายและการลักลอบขนอาวุธเถื่อน การแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย อาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งความร่วมมือตามข้อตกลงต่างๆ อาทิ สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางกฎหมายในเรื่องทางอาญา (ลงนามปี ๒๕๔๗) สนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวนักโทษ (ลงนามเมื่อ ๒๖ ม.ค. ๒๕๕๕) และสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ลงนามระหว่างการเยือนไทยของ ดร. มันโมหัน สิงห์ ระหว่างวันที่ ๓๐-๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖)

ในการประชุม JWG ครั้งที่ ๗ ที่ อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์ ฝ่ายอินเดียเสนอเปลี่ยนหัวหน้าคณะจากปลัดกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเป็น Secretary, National Security Council Secretariat (NSCS) ให้เทียบเท่ากับเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของไทย ล่าสุด ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JWG ด้านความมั่นคงครั้งที่ ๙ ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ จ. เชียงใหม่ โดยมีนายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสำนักงานสภาความมั่งคงแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และ Dr. Arvind Gupta, Deputy National Security Advisor and Secretary, National Security Council Secretariat (NSCS) เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายอินเดีย

4. ความสัมพันธ์ด้านการทหาร

ปัจจุบัน ไทยจัดตั้งสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือ และสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศ ประจำการอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และฝ่ายอินเดียมีสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศประจำสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย

4.1 ความสัมพันธ์กับกองทัพบกอินเดีย

4.1.1 การฝึกผสม MAITREE ทำการฝึกปีละ ๑ ครั้ง ในลักษณะสลับกันเป็นเจ้าภาพ โดยในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ กองทัพบกไทยเป็นเจ้าภาพ จัดการฝึกที่ จ. เชียงใหม่เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ระยะเวลาการฝึกประมาณ ๒ สัปดาห์ แต่เมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กองทัพบกอินเดียได้ขอยกเลิกการฝึก เนื่องจากเกิดการยึดอำนาจการปกครองขึ้นในประเทศไทยเมื่อ พฤษภาคม ๒๕๕๗

4.1.2 นักเรียนนายร้อย จปร. จำนวน ๑๗ นาย ดูงานโรงเรียนนายร้อยอินเดีย ระยะเวลาประมาณ ๑ สัปดาห์ทุกปี

4.2 ความสัมพันธ์กับกองทัพเรืออินเดีย

4.2.1 การฝึกลาดตระเวนร่วมระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรืออินเดีย (CORPAT) จัดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ โดยจัด ณ เมืองท่าพอร์ตแบลร์ ที่หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ สาธารณรัฐอินเดีย และทัพเรือภาคที่ ๓ กองทัพเรือ จ. ภูเก็ต ระยะเวลาประมาณ ๑ สัปดาห์ กองทัพเรือทั้งสองประเทศจะจัดเรือ ๑ ลำ และอากาศยาน ๑ ลำ ร่วมลาดตระเวนในพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๑๘ ระหว่างวันที่ ๔–๑๐ เมษายน ๒๕๕๗ กองทัพเรือไทยได้จัดเรือหลวงศรีราชา และเครื่องบินลาดตระเวน (DO-๒๒๘) เข้าร่วมการลาดตระเวน ภายใต้รหัส CORPAT ๑๘

4.2.2 การประชุม Navy to Navy Staff Talks เป็นการประชุมระดับฝ่ายอำนวยการของทั้งสองกองทัพ โดยฝ่ายไทยมีเจ้ากรมยุทธการทหารเรือเป็นหัวหน้าคณะ จะจัดการประชุมทุกปี ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ล่าสุด ฝ่ายอินเดียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งที่ ๖ ระหว่างวันที่ ๗-๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖ และในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ กองทัพเรือไทยคาดว่าจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประมาณเดือนสิงหาคม – กันยายน ๒๕๕๗ แต่ต่อมาถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากเวลาที่สะดวกไม่ตรงกัน ฝ่ายอินเดียมีกำหนดเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งต่อไปในปี ๒๕๕๘

4.2.3 การเข้าร่วมกิจกรรมทางเรือนานาชาติ (MILAN) กองทัพเรืออินเดียจัดสองปีครั้ง ณ เมืองท่าพอร์ตแบลร์ หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ โดยในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๔ – ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ และกองทัพเรือไทยได้ส่งเรือหลวงปัตตานีเข้าร่วมกิจกรรม MILAN ๒๐๑๔

4.2.4 หมู่เรือฝึกภาคปฏิบัติในทะเลของนักเรียนนายเรือ ระหว่าง ๑๔ – ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ กองทัพเรือไทยจัดหมู่เรือฝึกภาคปฏิบัติในทะเลของนักเรียนนายเรือ ประกอบด้วย ร.ล.กระบุรี ร.ล.สายบุรี และ ร.ล. นราธิวาส เข้าเยี่ยมเมืองท่าและอวดธง ณ เมืองท่าพอร์ตแบลร์ หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ สาธารณรัฐอินเดีย

4.3 ความสัมพันธ์กับกองทัพอากาศอินเดีย

มีความสัมพันธ์ที่ดี โดยทุกปีจะมีการประชุม Air Staff Talk โดยผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ล่าสุด อินเดียจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมดังกล่าวในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๗ ซึ่งหลังจากการประชุม Air Staff Talk จะมีบันทึกข้อตกลงว่าจะมีโครงการใดบ้างที่จะเกิดขึ้นในปีนั้น ๆ รวมทั้งโครงการในอนาคตด้วย

นอกความสัมพันธ์ระหว่างสามกองทัพที่กล่าวถึงข้างต้น ยังมีกลไกการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงระหว่างกระทรวงกลาโหมสองฝ่าย (High Level Dialogue) ซึ่งได้ประชุมกันครั้งแรกระหว่างวันที่ ๒๓-๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ ณ กรุงนิวเดลี และครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่สาม ระหว่างวันที่ ๕-๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ณ กรุงนิวเดลี โดยมีรองปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านกลาโหม (MoU on Defence Cooperation) เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๕ ซึ่งครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลความร่วมมือในการฝึกอบรม การจัดกิจกรรมร่วม และความร่วมมือด้านช่วยเหลือมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ เป็นต้น

การแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๘-๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ เมื่อพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ ได้เดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของพลเอก Bikram Singh ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอินเดีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับไทย โดยเฉพาะด้านการทหารและการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกองทัพ การเยือนดังกล่าวยังได้เสริมสร้างความเชื่อมั่นของอินเดียที่มีต่อไทยด้วย โดยระหว่างการเยือนดังกล่าว พลเอกธนะศักดิ์ฯ ได้พบหารือกับนาย Arun Jaitley รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินเดีย และ พลเอก Bikram Singh ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด อินเดีย

 

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี

๒ มิถุนายน ๒๕๕๘