สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงนิวเดลี

India Gate

India Gare
India Gate

India Gate หรือประตูเมืองอินเดีย เป็นสิ่งก่อสร้างมีลักษณะคล้ายคลึง L’ Arc de Triomphe ของ ฝรั่งเศส มีความมุ่งหมายให้เป็นอนุสรณ์แก่ทหารที่พลีชีวิตในสงครามครั้งสำคัญๆ ของอินเดีย โดยได้จารึก รายชื่อของทหารที่เสียชีวิตในสนามรบ เช่น ทหารและข้าราชการอินเดียและอังกฤษ จำนวน 13,516 คน ที่ พลีชีวิตในสงครามชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ และสงครามอัฟกานครั้งที่ 3 และรวมทั้งทหารอินเดีย จำนวน 60,000 นาย ที่เสียชีวิตในสงครามโลก ครั้งที่ 1 ส่วนบนยอดของประตูอินเดีย สร้างเป็นอนุสรณ์แก่ทหารนิรนาม วัสดุในการก่อสร้างเป็นหินทรายแดง เป็นแท่งทึบ มีความสูงจากระดับพื้นถนน 42.3 เมตร ส่วนโค้งของซุ้มประตู กว้าง 9.1 เมตร สูง 22.8 เมตร ตรงกลางระหว่างประตูมีกระถางหินทรายแดงขนาดใหญ่ จุดไฟลุกโชนไม่เคยดับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 และมีอักษรจารึกเป็นภาษาฮินดีว่า “อมร ชะวาน ชโยติ” (อมร – ผู้ไม่ตาย ชะวาน – ทหาร และ ชโยติ – ความรุ่งเรือง หรือ ความสว่าง)

 

ราชฆาฎ (Raj Ghat)

raj-ghat
Raj Ghat

ราชฆาฎ คืออนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงมหาตมคานธี บิดาแห่งชาติอินเดีย (Father of the Nation) อนุสาวรีย์แห่งนี้คนทั่วไปเรียกว่า คานธีสมาธิ สร้างขึ้นบริเวณที่เผาศพมหาตมคานธี ณ จุดที่เผาศพสร้างเป็นแผ่นหินเรียบๆ สีดำยกพื้นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีดวงไฟจุดบูชาไว้ตลอดเวลา ข้างๆ แท่นหินนี้เขียนไว้ว่า “เห ราม” ( Oh God!) อันเป็นคำที่มหาตมคานธีกล่าวก่อนสิ้นใจเมื่อถูกยิง รอบแท่นหินมีทางเดินยกระดับก่อด้วยหินสีนวลล้อมเป็นบริเวณกว้าง ที่ตั้งของราชฆาฏมีอาณาบริเวณกว้างขวางนับสิบๆไร่ มีการจัดวางภูมิสถาปัตย์ได้สง่างาม สมกับเป็นที่รำลึกถึงมหาบุรุษของชาติ

ราชฆาฎนี้เป็นอนุสรณ์สถานที่อาคันตุกะสำคัญจากต่างประเทศมักไปวางพวงมาลาเพื่อแสดงความคารวะแด่มหาตมคานธี

 

พิพิธภัณฑ์มหาตมคานธี (Gandhi Memorial Museum)

img_0601
Gandhi Memorial Museum

พิพิธภัณฑ์มหาตมคานธี ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามกับราชฆาฏ เป็นที่แสดงภาพถ่าย เอกสารต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือของมหาตมคานธี ตลอดจนสิ่งของส่วนตัวของมหาตมคานธี รวมทั้งมีห้องสมุดที่รวบรวมผลงานของคานธีและหนังสืออื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย

 

พิพิธภัณฑ์มหาตมคานธี (Gandhi Smriti Museum)

2207693198_5035f34f4c_b
Gandhi Smriti Museum

ตั้งอยู่บนถนน Tees January Marg ใจกลางกรุงนิวเดลี ภายในบริเวณพิพิธภัณฑสถาน ประกอบด้วยบ้านพักที่มหาตมะคานธีอาศัยอยู่ในช่วง ๑๔๔ วันสุดท้ายของชีวิต ตั้งแต่วันที่ ๙ กันยายน ๒๔๙๐ จนกระทั่งถูกลอบสังหารในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๙๑ นิทรรศการแสดงภาพชีวประวัติและเรื่องราวการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราช อนุสรณ์สถาน ณ บริเวณที่มหาตมะคานธีเสียชีวิต รูปปั้นมหาตมะคานธี เปลวเพลิงเป็นเครื่องรำลึกถึงมหาตมะคานธี กลองสันติภาพ ห้องจัดแสดงตุ๊กตาจำลองเรื่องราวชีวิตของมหาตมะคานธี

ภายในบริเวณอาคารบ้านพักเป็นที่จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวของมหาตมะคานธี ภาพถ่าย เอกสารต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือของมหาตมะคานธี และเอกสารอื่นๆ รวมถึงภาพยนต์สารคดีที่แสดงถึงชีวประวัติ แนวความคิด และการเคลื่อนไหวเพื่อการเรียกร้องเอกราชของมหาตมะคานธี โดยการใช้เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ

รัฐบาลอินเดียได้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองบ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ และได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานคานธี เปิดให้บุคคลภายนอกเยี่ยมชมในปี ๒๕๑๖ หลังจากนั้น มีการปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานและเปิดให้เข้าชมในปี ๒๕๔๘

 

ราษฎร์ปติภวัน (Rashtrapati Bhavan)

Rashtrapati-Bhavan-v1
Rashtrapati Bhavan

ราษฎร์ปติภวัน หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินเดีย ตั้งอยู่ ที่ต้นถนน Rajpath ด้านตะวันตกบนเนิน ที่เรียกว่า Raisina Hill ตรงข้ามกับ India Gate ซึ่งอยู่ปลายถนนด้านตะวันออก เดิมเคยใช้เป็นวังของอุปราชอังกฤษในสมัยอาณานิคม มีห้องถึง 340 ห้อง ออกแบบโดย Sir Lutyens สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1929 เป็นสถาปัตยกรรมผสมระหว่างตะวันตกกับศิลปะโมกุล ตัวห้องโถงที่เรียกว่า Durbar Hall มีโดมขนาดใหญ่แบบอินเดียทำด้วยทองแดงอยู่ด้านบน ใช้เป็นที่ประกอบพิธีสำคัญๆของทางการ ทางทิศตะวันตกมีสวนโมกุล (Mughal Garden) ซึ่งมีชื่อเสียงว่างดงามมาก เปิดให้คนทั่วไปชมเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้ออกดอกสวยงาม ทั้งตัวอาคารและสวนมีเนื้อที่ถึง 350 เอเคอร์

 

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (National Museum)

India_national_museum_01
National Museum, Delhi

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย ตั้งอยู่ที่ถนน Janpath กรุงนิวเดลี เป็นสถานที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปกรรมของอินเดียมากกว่า 150,000 ชิ้น ที่ตกทอดมาตั้งแต่อารยะธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Valley relics) แสดงความเป็นมาของประวัติศาสตร์อินเดียที่มีอายุกว่า 5000 ปีรวมทั้งศิลปกรรมอันล้ำค่าของเอเชียกลางจากเส้นทางสายไหม ซึ่งนับว่าหาได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

สิ่งสำคัญที่พุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกจะต้องเข้าไปสักการะเมื่อมาเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือ พระบรม-สารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งประดิษฐานอยู่บนบุษบกไม้สักแกะสลักปิดทอง*ที่รัฐบาลไทยได้จัดสร้างถวายเป็นพุทธบูชา โดยได้มอบให้เป็นของขวัญแก่รัฐบาลอินเดียเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2540 ปัจจุบันบุษบก ดังกล่าวประดิษฐานอยู่กลางห้องโถงทางปีกซ้ายของพิพิธภัณฑสถาน พระบรมสารีริกธาตุมีลักษณะเป็นพระบรมอัฐิขนาดค่อนข้างใหญ่ประมาณ 1 .5 – 2 นิ้ว ซึ่งแตกต่างจากพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ที่ปูชนียสถานสำคัญๆ ของไทยที่มักจะมีลักษณะเหมือนเมล็ดข้าวหักเล็กๆ หรือเมล็ดงาสีขาว

*(ส่วนยอดของบุษบกทำจากทองคำหนัก 102 กรัม บนยอดประดับด้วยอัญมณี)

 

ป้อมแดง (Red Fort)

Red Fort, Delhi
Red Fort, Delhi

คำว่า ป้อมแดง หรือ Red Fort หรือที่คนอินเดียทั่วไปเรียกว่า ลาล ขีลา (ลาล-แดง ขีลา-ป้อมปราการ) สร้างขึ้นจากหินทรายแดง เป็นพระราชวังของชาห์ เชฮันพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งของราชวงศ์โมกุล (องค์เดียวกับที่ทรงสร้างทัช มาฮาล)

ปัจจุบันป้อมแดงใช้เป็นที่ประกอบพิธีฉลองเอกราชของอินเดีย ในวันที่ 15 สิงหาคมของทุกๆ ปี นายกรัฐมนตรีจะทำพิธีคลี่ธงชาติ และกล่าวสุนทรพจน์ ณ เชิงเทินของพระราชวังป้อมแดงนี้

ป้อมแดงขนาดใหญ่ในอินเดีย มีอยู่ 2 แห่ง คือที่เดลี และอัคราซึ่งอยู่ห่างจากเดลี ประมาณ 200 กิโลเมตร ป้อมแดงที่เดลีเป็นป้อมปราการมีขนาดใหญ่มาก วัดรอบกำแพงทุกด้านเป็นความยาวถึง 1 ไมล์ครึ่ง กำแพงด้าน แม่น้ำยมุนาสูง 60 ฟุต ด้านอื่นสูงบ้างต่ำบ้างไม่เท่ากัน กำแพงบางแห่งสูง 75 ฟุต บางแห่งสูงถึง 110 ฟุต

พระเจ้าชาห์ เชฮัน ทรงโปรดให้สร้างป้อมแดงในปี พ.ศ. 2181 (ค.ศ. 1638) ใช้เวลาสร้าง 10 ปีเสร็จในปี พ.ศ.2191 นับถึงปัจจุปันมีอายุกว่า 350 ปี ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวป้อมนี้ ต้องประสบภัยพิบัติทั้งจากธรรมชาติและจากข้าศึกศัตรูหลายครั้ง ในปี พ.ศ. 2262 เกิดแผ่นดินไหว เป็นผลให้ป้อมแดงได้รับความเสียหายต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ. 2282 ถูกกองทัพเปอร์เซีย เข้ามาปล้นเอาทรัพย์สมบัติมีค่าไปเป็นอันมาก รวมทั้งราชบัลลังก์นกยูง (Peacock Throne) ซึ่งทำด้วยทองและเพชรนิลจินดาอันหาค่ามิได้ และต่อมาเมื่ออำนาจของราชวงศ์โมกุลเสื่อมโทรมลง ก็ถูกปล้นอีกหลายครั้ง

ป้อมแดงมีประตูใหญ่ 2 ประตู คือ ประตูละฮอร์ (Lahore Gate) ซึ่งหันหน้าไปทางเมืองละฮอร์ในประเทศปากีสถาน ซึ่งเป็นประตูที่อนุญาตให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชม ซึ่งมีลักษณะที่น่าสังเกตผิดกับประตูพระราชวังทั่วไป เพราะมองจากภายนอกไม่เห็นประตู เห็นแต่เชิงเทินสูงกำบังประตูไว้ ก่อนจะเข้าถึงตัวพระราชวังมีประตูด้านใน และมีทางทอดยาว ประมาณ 80 เมตร ไปถึง หอกลอง ที่เรียกว่า เนาปัตคะบา เป็นตึกสองชั้นซึ่งเป็นที่อยู่ของเจ้าพนักงานกรมมหรสพทั้งกรม

อาคารหลังแรกที่เข้าไปถึง เรียกว่า ดิวันอิอัม (Diwan-I-Am) เป็นที่ออกขุนนางชั้นนอก มีราชบัลลังก์ หินอ่อนอยู่ด้านใน เป็นที่พระเจ้าแผ่นดินประทับเวลาออกขุนนาง ผนังห้องราชบัลลังก์ฝังหินสีต่าง ๆ ซึ่งเป็นลวดลายนก ดอกไม้คล้ายของจริงมากที่สุด และยังคงสวยงามไม่ลบเลือน

ต่อจากดิวันอิอัมหรือห้องออกขุนนางชั้นนอก ก็จะถึงสถานที่ที่เรียกว่ารังคมาฮาล (Rang Mahal) เป็นที่ทรงพระสำราญหลังการออกขุนนาง และฝ่ายในจะคอยเฝ้าที่นี่ พระที่นั่งหลังนี้สร้างบนกำแพงวังสูงมาก มีหน้าต่าง 5 ช่องสำหรับให้นางในไว้ชมการชนช้าง

ต่อจากพระที่นั่งรังคมาฮาล ถึงพระที่นั่งที่เรียกว่า ดิวันอิขาส (Diwan-I-Khas) เป็นที่นั่งเฝ้าชั้นใน สร้าง ด้วยหินอ่อนสีขาว ฝีมือก่อสร้างประณีตกว่าพระที่นั่งชั้นนอก เพดานเป็นไม้แกะสลักสวยงาม มีพระแท่น ราชบัลลังก์ซึ่งเคยประดิษฐานราชบัลลังก์นกยูง ที่เรียกว่า Peacock Throne ทำด้วยทองคำแท้ ฝังเพชรนิลจินดาล้ำค่า (บัลลังก์นี้ถูก Nadir Shah กษัตริย์เปอร์เซียที่เข้ามาโจมตีอินเดียนำไปไว้ที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ในปี ค.ศ. 1739) ในห้องนี้มีอักษรจารึกไว้ว่า “ถ้าจะมีสวรรค์วิมานอยู่บนพื้นพิภพนี้ ก็คือ ที่นี่เอง ที่นี่เอง ที่นี่เอง”(“If there is a paradise on earth it is this, it is this, it is this”) เป็นคำจารึกที่ชอบพูดกันมาก

ตัวปราสาทที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่า คาสมาฮาล มีที่อยู่แบ่งออกเป็น 3 ตอน มี ห้องสรงสร้างอย่างวิจิตร ส่วนห้องบรรทมเป็นห้องโล่ง ๆ ไม่มีประตูเปิดปิดได้เลย ใช้เพียงม่านกั้นเท่านั้น ใช้คนเป็นยามเฝ้ารักษาแทนการปิดประตู และมีหอยื่นออกมาหอหนึ่ง ที่หอนี้พระเจ้าแผ่นดินต้องตื่นขึ้นมาไหว้พระสวดมนต์ และต้องแสดงพระองค์ให้ปรากฏแก่ราษฎรทุกเช้า เพื่อให้รู้แน่ว่ายังมีพระชนม์อยู่

ศิลปกรรมอีกชิ้นหนึ่งที่เชิดหน้าชูตาเดลี และเป็นถาวรวัตถุคู่กับพระราชวังป้อมแดง คือ ชามามัสยิด (Jama Masjid) เป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศตะวันออก และเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกชิ้นสุดท้ายของพระเจ้าชาห์ ชาฮันสร้างด้วยหินทรายแดงและหินอ่อน เริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2187 (ค.ศ.1644) แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2201 (ค.ศ.1658) มีประตูเข้า 3 ประตู หอคอยอยู่ 4 มุม และหอสูง(Minaret) 2 หอ ความสูง 40 เมตร

 

กุตับมีนาร์ (Qutab Minar)

Qutab Minar
Qutab Minar

กุตับมีนาร์ (กุตับ-ชื่อของกษัตริย์ กุตับอุดดินไอบัก มีนาร์-หอสูง) หรือเดิมชื่อ ปฤถวีสตัมภ์ (ปฤถวี-ชื่อของกษัตริย์ฮินดู สตัมภ์-เสา) เป็นหอสูงที่น่าจะถือเป็นเครื่องหมายของเดลี เป็นถาวรวัตถุที่มีความงามได้ สัดส่วน ภายนอกเป็นหินทรายสีแดง สร้างเป็นลูกฟูกขึ้นไปอย่างเกลี้ยงเกลา ซึ่งได้มีการสร้างต่อกันขึ้นไปหลายทอด หลายยุคสมัย แต่ละลูกฟูกจารึกเป็นอักษรอาระบิกจากบทสวดในพระคัมภีร์โกหร่าน

เดิมพระเจ้าปฤถวีราช กษัตริย์ฮินดูทรงสร้างหอไว้สูงเพียง 95 ฟุต เพื่อให้ลูกสาวขึ้นไปดูแม่น้ำยมุนาอันศักดิ์สิทธิ์ในขณะสวดมนต์ ต่อมากษัตริย์กุตับอุดดินไอบัก ( Qutub ud-din Aibak) ซึ่งเป็นกษัตริย์มุสลิม ได้ ปรับปรุงในปี พ.ศ. 1743 จากนั้นกษัตริย์องค์อื่นในราชวงศ์เดียวกันได้สร้างต่ออีกสองครั้ง ในปี พ.ศ. 1753 และ พ.ศ. 1779 กษัตริย์ฟิโรซ ชาห์ แห่งราชวงศ์ตุกลัขได้เสริมต่อจนเป็นรูปอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นศิลปกรรมแบบมุสลิมผสมฮินดูที่หาดูได้ยาก

ความสูงของหอนี้รวมทั้งหมด 238 ฟุต แบ่งออกเป็น 5 ชั้น ภายในโปร่ง มีบันไดขึ้นไป 379 ขั้น มีระเบียบบังคับว่าคนคนเดียวขึ้นไปไม่ได้ เพราะมีคนขึ้นไปกระโดดฆ่าตัวตายบ่อยๆ จึงยอมให้คนอย่างน้อย 2 คนขึ้นไปได้ แต่ปัจจุบันห้ามขึ้น

ในบริเวณกุตับมีนาร์ มีถาวรวัตถุเป็นศิลปะฮินดูเดิม แล้วมุสลิมมาสร้างเสริมเติมแต่งให้ ซึ่งปัจจุบันเป็น ที่นิยมของคนไปเยี่ยมชมไม่แพ้หอกุตับมินาร์ คือ เสาเหล็ก ทำด้วยเหล็กอย่างดีไม่เป็นสนิม เข้าใจว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ. 800 หลังสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เสามีคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤต เป็นคำบูชาถวายพระวิษณุ การฝังเสาทำได้แน่นหนามาก เล่ากันว่ากษัตริย์มุสลิมพยายามเอาปืนใหญ่ยิงใกล้ ๆ ยังไม่โค่นไม่ร้าว รอยเสาที่ถูกปืนใหญ่ ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ ความสูงของเสานี้ 32 ฟุต 8 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว เป็นที่เชื่อกันว่า ถ้าใครเอาหลังพิงเสานี้ แล้วเอาแขนโอบทางเบื้องหลัง จนมือจับกันได้ ถือว่าเป็นคนซื่อสัตย์หรือมีบุญวาสนา หรือหากทำดังนั้นแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ความปรารถนาใดๆ ที่ขอจะสัมฤทธิ์ผล

 

วัดลักษมีนารายัน (Lakshmi Narayan Temple)

Lakshmi Narayan Temple
Lakshmi Narayan Temple

วัดลักษมีนารายัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Birla Mandir ตามชื่อของผู้สร้าง คือ นาย Raja Baldev Birla ซึ่งเป็นนักธุรกิจคนสำคัญของอินเดีย สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2481 เพื่อบูชาพระนารายณ์ (พระผู้พิทักษ์โลก) และพระลักษมี (เทพแห่งความมั่งคั่ง) เป็นที่ซึ่งคนอินเดียและคนต่างชาติที่นับถือเทพเจ้าทั้งสององค์นิยมไปกราบไหว้ขอพร ซึ่งเชื่อว่าจะทรงบันดาลให้สมความปรารถนา

นอกจากเทวรูปสำคัญ 2 องค์ดังกล่าวแล้ว ในบริเวณวัดที่สร้างอย่างงดงามยังมีเทวรูปตามความเชื่อของฮินดูอีกหลายองค์ เช่น พระกฤษณะ และพระพิฆเนศ สำหรับพระพิฆเนศ เป็นที่นิยมว่าศักดิ์สิทธิ์มาก คนไทยที่มาเยี่ยมมักจะไปกราบขอพรให้ทำกิจการต่างๆ สำเร็จ และเล่ากันว่าได้รับพรตามความมุ่งหมาย

 

สุสานหุมายุน (Humayun’s Tomb)

Humayun’s Tomb
Humayun’s Tomb

สุสานหุมายุน เป็นที่ฝังศพของกษัตริย์หุมายุน ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของราชวงศ์โมกุล สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1565 โดยสถาปนิกชาวเปอร์เชียชื่อ Mirak Mirza Ghiyas และอำนวยการสร้างโดยมเหสีของกษัตริย์หุมายนนามว่า Haji Begun

สุสานหุมายุนเป็นแบบอย่างสถาปัตยกรรมโมกุลที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นแบบอย่างในการสร้างทัชมาฮาลในเวลาต่อมา ภายในสุสานมีสวนที่ได้รับการจัดแต่งอย่างสวยงามและดูแลเป็นอย่างดี หลุมฝังศพของมเหสีต่างๆ ของกษัตริย์หุมายุน รวมทั้ง Haji Begun เองก็อยู่ภายในสุสานนี้ นอกจากนี้ หลุมฝังของช่างตัดผมคนโปรดของกษัตริย์หุมายุนก็อยู่ในบริเวณสุสานเช่นกัน

 

วัดบาไฮ (Bahai Temple)

Bahai Temple
Bahai Temple

วัดบาไฮ หรือที่เป็นที่รู้จักในนามว่า วัดดอกบัว (Lotus Temple) เป็นสถาปัตยกรรมที่นำสมัยมากที่สุด ชิ้นหนึ่งของกรุงนิวเดลี โดยมีลักษณะเป็นรูปดอกบัวบาน ซึ่งประกอบด้วยใบบัวหินอ่อนจำนวน 27 กลีบ อาคารใหญ่โตนี้ล้อมรอบด้วยสระน้ำจำนวนถึง 9 สระ และสนามหญ้าที่ได้รับการดูแลอย่างดีและมีขนาดกว้างใหญ่ถึงประมาณ 67.5 ไร่

บาไฮเป็นนิกายที่มีถิ่นกำเนิดจากเปอร์เชีย วัดนี้จึงได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิหร่านชื่อว่า Fariburz Sabha เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1980 และเสร็จสิ้นการก่อสร้างเมื่อปี 1986 ภายในวัดสามารถจุคนได้ถึง 1, 300 คน โดยทุกคนสามารถมานั่งสมาธิที่นี่ไม่ว่าจะนับถือศาสนา/นิกายใด ทั้งนี้ วัดบาไฮจะมองดูงดงามเป็นพิเศษในตอนกลางคืน เนื่องจากได้รับการประดับประดาด้วยไฟดวงน้อยใหญ่ ซึ่งทำให้หินดอกบัวหินอ่อนสว่างไสวขึ้นมาในยามค่ำคืน

 

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเนรูห์ (Nehru Memorial Museum and Library)

Nehru Memorial Museum and Library
Nehru Memorial Museum and Library

พิพิธภัณฑ์นี้เดิมเป็นบ้านของ Jawaharlal Nehru นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 1947-1964 โดยในขณะนั้นบ้านนี้มีชื่อว่า Teen Murti Bhavan ทั้งนี้ก่อนหน้าที่บ้านหลังนี้จะเป็นที่พำนักของนายกรัฐมนตรีเนรูห์ ได้เคยเป็นทำเนียบของผู้บัญชาการทหารของกองทัพอังกฤษในอินเดีย บ้านหลังนี้ได้รับการออกแบบโดย Robert Tor Russell

พิพิธภัณฑ์เนรูห์ได้จัดแสดงห้องนอนและห้องทำงานของอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในสภาพเดิมก่อนที่จะถึงแก่อสัญกรรม ที่น่าสนใจคือ ชั้นหนังสือตามทางเดินภายในบ้าน ซึ่งประกอบไปด้วยหนังสือสะสมต่างๆมากมายของเนรูห์ พิพิธภัณฑ์นี้มีความหมายต่อประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอินเดียมาก เนื่องจากนอกจากจะเป็นบ้านของนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียแล้ว ยังเคยเป็นบ้านของนายกรัฐมนตรีอินเดียจากตระกูลคานธีในอนาคตต่อมาอีกสองคนอีกด้วยคือ นางอินธิรา คานธี บุตรสาว และนายราจีฟ คานธี หลานชาย ซึ่งทั้งคู่ถูกสังหารขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

กัมมาสธัมมะนิคม (Asokan Rock Edict)

Ashokan Edicts in Delhi4

ตั้งอยู่ในเขตไกรลาศตะวันออก กรุงนิวเดลี เป็นสถานที่ซึ่งปรากฏหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จฯมา เพื่อทรงแสดงธรรมมหาสติปัฏฐานสูตร ในนครอินทรปัตถ์ให้แก่ชาวกุรุ ณ เมืองที่เรียกว่า “กัมมาสธัมมะนิคม” ตรงจุดที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนา ปัจจุบันเป็นกองหินสีแดงขนาดย่อม และมีแผ่นหินก้อนหนึ่งบริเวณยอกกองหินซึ่งมีข้อความจารึกด้วยอักษรพราหมมี เชื่อกันว่าพระเจ้าอโศกเป็นผู้จารึกไว้เพื่อแสดงเป็นหลักฐานให้ทราบว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าได้แสดงพระสูตรดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นพระสูตรที่สูงสุดในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ กัมมาสธัมมะนิคมเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในเดลีที่พุทธศาสนิกชนแวะไปสักการะ

กัมมาสธัมมะนิคมอยู่ในความดูแลของกองโบราณคดี กระทรวงวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นอนุสรณ์สถานที่มีความสำคัญในระดับชาติ ปัจจุบัน กองโบราณคดีได้สร้างรั้วเหล็กล้อมรอบกองหินไว้เพื่อเป็นการอนุรักษ์