คุณพร้อมลุยอินเดียแล้วหรือยัง

ทักษะการปรับตัว เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์เรานั้นถือได้ว่าเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวกันมาตั้งแต่กำเนิดครับ เวลาเราต้องพบเจอสิ่งใหม่ ๆ เช่น ย้ายบ้านใหม่ สังคมใหม่ เพื่อนใหม่ สถานที่เรียนใหม่สิ่งแวดล้อมใหม่ เหล่านี้ล้วนต้องการเวลาและทักษะเพื่อการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นชินเป็นเรื่องธรรมดาครับ การมาศึกษาต่อ หรือทำงาน การใช้ชีวิตที่อินเดียก็เช่นเดียวกันครับ คำแนะนำในการอ่านบทความนี้ ผู้เขียนแนะนำว่า ท่านลองหาเพลง “เปิด” ของบอย โกสิยพงษ์ มาเปิดฟังเคล้าไปขณะอ่านก็จะได้อรรถรสไปอีกแบบครับ ใช่ครับ! สิ่งแรกที่จะช่วยให้เราปรับตัวได้อย่างราบรื่นที่นี้ คือ ทัศนะคติที่ต้องเปิดครับ “ลองเปิดหู และเปิดตา และเปิดใจ” แล้วท่านจะหลงรักอินเดียไปโดยไม่รู้ตัวครับ ต่อไปนี้คือคำแนะนำเบื้องต้นเพื่อช่วยในการปรับตัวเพื่อให้มาอยู่อินเดียได้อย่างมีความสุข “เราต้องปรับตัวเข้าหาอินเดียครับ มิใช่ให้อินเดียปรับเข้าหาเรา” 

ปัญหาของผู้มาใหม่

 1. การติดต่อสื่อสาร

ทุกคนคงทราบดีว่าในโลกนี้ไม่มีกลุ่มชนใดที่ไม่มีภาษาเป็นของตัวเองใช้สื่อสารซึ่งกันและกัน ทุกกลุ่มชนต่างก็มีภาษาตามแต่ความเป็นไปของกลุ่มชนเหล่านั้น

สำหรับนักศึกษาที่มีความต้องการที่จะมาศึกษาต่อยังประเทศอินเดียจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรู้ถึงข้อมูลพื้นฐานต่างๆของประเทศอินเดีย สืบเนื่องจากประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็น 6 เท่าของประเทศไทย และมีผู้คนอาศัยมากกว่า1,200 ล้านคน จึงทำให้เกิดความหลากหลายภายในประเทศ    ไม่ว่าจะเป็นในด้านสภาพอากาศ ลักษณะนิสัยของผู้คน และในด้านของภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร 

ภาษาถิ่น

ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีภาษาพูดที่แตกต่างกันมากมาย ซึ่งมีภาษาอย่างน้อย 30 ภาษา รวมถึงภาษาย่อยอีก 2,000 ภาษา รัฐธรรมนูญอินเดีย ได้กำหนดให้ ภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่ใช้ในการติดต่อกับรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ยังได้กำหนดภาษาอื่นอีก 22 ภาษา เป็นภาษากำหนด   (Scheduled Languages) ซึ่งเป็นภาษาที่รัฐต่างๆ สามารถนำไปใช้ในการปกครอง รวมถึงเป็นตัวกลางในการติดต่อระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลแต่ละรัฐ รวมถึงข้อสอบสำหรับบรรจุเข้ารับราชการ

อย่างไรก็ตาม ภาษาหลักหรือภาษาแม่ของประเทศอินเดียก็ยังเป็นภาษาฮินดี หรือ ภาษาอุรดู ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อินเดียตอนกลางไปจนถึงตอนเหนือของอินเดีย และยังครอบคลุมไปถึงข้าราชการต่างๆ และสถาบันการศึกษาเกือบทั่วทั้งประเทศ สำหรับนักศึกษาไทยที่มีความรู้ด้านภาษาฮินดี หรือ ภาษาอุรดู การศึกษาต่อในประเทศอินเดีย จึงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเขาในการสื่อสาร พูดคุยกับผู้คน การติดต่อราชการ ตลอดจนการจับจ่ายซื้อของอุปโภคบริโภคต่างๆ

อย่างไรก็ดี การไม่รู้ภาษาฮินดีนั้นไม่ได้หมายความว่า คุณมาเรียนอินเดียไม่ได้ เพียงแค่คุณสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ในระดับหนึ่ง คุณก็สามารถมาศึกษาต่อในอินเดียได้ เพราะมหาวิทยาลัยนานาชาติ สถาบันการศึกษาในทุกระดับหลายแห่งในประเทศอินเดียใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อราชการ การสอบถามข้อมูลต่างๆกับบุคคลทั่วไป การจับจ่ายซื้อของตามห้างร้านต่างๆ หรือแม้กระทั่ง ร้านค้าเล็กๆริมถนน การเดินทางคมนาคมต่างๆ เพราะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอินเดียสามารถพูดภาษาอังกฤษได้

ภาษาอังกฤษสำเนียง (แบบ) อินเดีย

ตามสไตล์ประเทศอินเดียมักมีเรื่องราวให้คุณได้หยุดคิด “เอ๊ะ ! แบบนี้ก็มีด้วย” เราชาวนักศึกษาไทยในอินเดีย มักจะพูดถึงประเทศอินเดียว่าคือ “ความวุ่นวายที่ลงตัว” ไม่ว่าในเรื่องการจราจร ลักษณะนิสัยของผู้คน และอะไรอีกมากมายที่คุณจะได้พบเจอในประเทศอินเดีย สิ่งหนึ่งที่จะอดพูดถึงไม่ได้ก็คือภาษาอังกฤษในแบบอินเดีย ภาษาอังกฤษที่ติดกลิ่นอายของอินเดียนิดๆ ไม่ว่าคุณจะเก่งภาษาอังกฤษขนาดไหน จะฟังฝรั่งพูดมากี่คน สุดท้ายคุณก็ต้องยืนงงกับคนอินเดียที่พูดภาษาอังกฤษกับคุณ แล้วคุณก็ต้องพูดตอบไปว่า “again please” ภาษาอังกฤษในสำเนียงอินเดียนั้นจึงเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่นักศึกษาใหม่หรือผู้มาท่องเที่ยวในอินเดียต้องพบเจอ  คนอินเดียจะอ่านหรือออกเสียงภาษาอังกฤษคล้ายกับภาษาอุรดู หรือ ฮินดี ในภาษาอุรดูจะอ่านออกเสียงตัว “R” เป็นตัวสะกด ชัดเจน ไม่เหมือนในภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ  เช่นคำว่า “ Water ”  คนไทยจะออกเสียว่า “ วาเตอร์ ” ไม่ออกตัว “ร” แต่ในสำเนียงอินเดียจะออกเสียงว่า “ วาเติร ” ออกเสียงตัว “ร” คล้ายตัวสะกดในแม่กดของภาษาไทย มีเสียงแบบรัวลิ้น พร้อมกับการพูดแบบเร็ว ๆ และสอดแทรกสำเนียงแบบฮินดี สำเนียงเสียงพูดอังกฤษแบบนี้จะพบมากในทางตอนกลางและบางพื้นที่ในทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และยังมีบางกลุ่มคำหรือวลีของภาษาอังกฤษที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่มีการใช้บ่อยในอินเดีย เช่น คำว่า good name เมื่อคุณเดินทางไปอินเดียคุณอาจจะได้ยินคำถามแบบนี้ “ What is your good name” คำถามนี้ถูกแปลมาจากภาษาฮินดี เพราะฉะนั้นเวลาที่มีใครถูกถามด้วยคำถามแบบนี้ก็เพียงแค่บอกชื่อเต็มพร้อมชื่อนามสกุล และยังมีวลีอื่นๆอีกมากมายที่พบในการสนทนากับคนอินเดีย เช่น “ I have a doubt ” ซึ่งในสำนวนแบบอเมริกัน อาจพูดว่า “I have a suspicion” และคำว่า  Lakh / Crore ซึ่งในสำนวนอังกฤษนั้นใช้คำว่า Hundred thousand กับ million หมายถึงตัวเลข 6-7 หลักนั้นเอง

สำหรับในหัวข้อนี้ก็ขอแนะนำไว้เพียงเท่านี้ ส่วนรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติม สามารถหาอ่านได้ตามเว็บไซต์ หรือหนังสือที่เกี่ยวกับประเทศอินเดีย เพื่อให้การเดินทางไปศึกษาต่อยังประเทศอินเดียนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น

2. อาหารการกิน

          เมื่อพูดถึงอาหารการกิน คนไทยนั้นมีความพิถีพิถันในด้านอาหารเป็นอย่างมากจึงมีความหลากหลายของอาหาร เน้นความอร่อย สะอาด และไม่จำเจ แต่เมื่อคุณต้องการที่จะมาศึกษาต่อยังประเทศอินเดีย สิ่งหนึ่งที่คุณต้องเตรียมตัวเตรียมใจ นั่นก็คือเรื่องของอาหาร ซึ่งอาจพูดได้ว่า เป็นปัญหาหนึ่งที่นักศึกษาไทยต้องพบเจอ

อาหารอินเดียไม่ได้โหดร้ายอย่างที่ใครหลายคนคิดกัน เพียงแต่ต้องเลือกสักนิดเพื่อสุขภาพที่ดี ร้านอาหารริมทางของประเทศอินเดียไม่ได้เหมือนกับร้านอาหารหน้าปากซอยบ้านเรานะครับ ในเมืองไทยร้านอาหารส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญเรื่องความสะอาดเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรู ๆ หรือร้านอาหารริมทาง และยังมีการตรวจสอบความสะอาดของอาหารโดยหน่วยงานภาครัฐ แต่ในประเทศอินเดียนั้นแตกต่างจากบ้านเรา ถ้าจะให้สะอาดสุดอร่อยสุด ก็ต้องยกให้ร้านอาหารหรู ๆ ติดแอร์ ส่วนร้านอาหารในระดับกลาง ก็อาจมีการดูแลเอาใจใส่เรื่องความสะอาดน้อยกว่าเป็นลำดับไป ส่วนร้านอาหารริมทาง ร้านเล็ก ๆ มุงหลังคาด้วยสังกระสี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความสะอาด เพราะฉะนั้นในลำดับแรกควรเลือกร้านอาหารที่มีความสะอาดก่อนเลยครับ

ส่วนในเรื่องลักษณะของอาหารอินเดีย คนอินเดียส่วนใหญ่ไม่รับประทานเนื้อวัว ส่วนเนื้อที่รับประทานกันในอินเดียก็จะเป็นเนื้อควาย ไก่ แพะ แกะ ปลาน้ำจืด หรือในบางพื้นที่ก็มีอาหารทะเล และรับประทานเนื้อวัวด้วย อาหารอินเดียประเภทแกงส่วนใหญ่ก็จะเป็นแกง มาซาล่า (Masala  มาซาล่าเป็นเครื่องเทศที่เป็นที่นิยมของประเทศอินเดีย) หรือในบางพื้นที่อาจจะเป็นแกงกะทิ เหมือนบ้านเรา เช่น ในรัฐแกรลาและพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนอาหารที่คนจะกินกันบ่อย ก็มี ไก่ทันดูรี (Chicken Tandori) จะเป็นไก่อบรสเผ็ดๆ แกงมาซาล่าไก่ (Chicken Masala) เป็นแกงคล้าย ๆ มัสมั่นไก่ของไทย บิรยานีไก่ หรือ บิรยานีเนื้อ    (Biryani) มีลักษณะคล้ายกับข้าวหมกในบ้านเรา แต่ถ้าจะเป็นมังสวิรัต ก็ต้องเป็นแกงนี้เลย “Palak Paneer” เป็นแกงผักใส่ ชีส พานีร์  จะมีลักษณะคล้ายๆ กับ เต้าหู้ แต่รสชาติจะมันกว่า ส่วนลักษณะอาหารต่าง ๆ ของประเทศอินเดียก็มีความแตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียก็จะรับประทานอาหารที่มีน้ำมันเยอะ หรืออาหารประเภทที่ให้ไขมัน เพราะมีภูมิอากาศที่หนาวเย็น ส่วนทางใต้ของอินเดียมีลักษณะภูมิอากาศคล้ายประเทศไทย จึงมีการรับประทานอาหารคล้ายกับเมืองไทย อาจจะมีความแตกต่างเรื่องรสชาติ เพราะประเทศอินเดียจะใช้เครื่องปรุงอาหารประเภท เกลือ น้ำตาล แต่จะไม่ผสมระหว่าง น้ำตาลกับพริก ส่วนเมืองไทยจะมีเครื่องปรุงที่หลากหลายกว่า เช่น น้ำปลา ซอสต่างๆ ทำให้อาหารในเมืองไทยมีความหลากหลายทางรสชาติมากกว่าอาหารอินเดีย

ส่วนวิธีแก้ปัญหาเรื่องเบื่ออาหารอินเดีย หรือไม่อยากกิน รสชาติจำเจ หรือกินอาหารอินเดียไม่ได้เพราะเหม็นเครื่องเทศ ก็ขอแนะนำด้วยวิธีการทำอาหารกินเองที่ห้องพัก ก่อนเดินทางมาอินเดีย ก็ต้องมีการเตรียมตัวเรื่องสัมภาระของใช้ต่างๆ แต่ที่ลืมไม่ได้คือ จำพวกเครื่องปรุงรสต่างๆ เช่น น้ำปลา ซอสหอยนางรม กะปิ หรือเครื่องปรุงอื่นที่หาซื้อได้ยากในประเทศอินเดีย อาหารแห้ง ตะไคร้แห้ง ข่าแห้ง เครื่องแกงสำเร็จรูปต่างๆ และในประเทศอินเดียก็ยังสมารถหาซื้อเครื่องปรุงบางอย่างเหล่านี้ได้ตามร้านค้าใหญ่ ๆ เช่นตามห้างสรรพสินค้าที่มีการน้ำเข้าของจากต่างประเทศได้อีกด้วย วิธีนี้ถือได้ว่าเป็นวิธีที่นักศึกษาไทยในอินเดียทำกันอย่างแพร่หลาย และยังเป็นวิธีที่จะทำให้คุณสามารถอยู่ในประเทศอินเดียได้ง่ายขึ้น

3. สภาพอากาศที่ไม่คุ้นเคย

          ด้วยความเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ ดูเฉพาะเนื้อที่ของประเทศที่ใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 6 เท่า ของอินเดียแล้ว คงต้องยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมด้านต่าง ๆ ก็ต้องมีความหลากหลายแปลกหูแปลกตาไปด้วยเป็นเงาตามตัว ความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ นิสัยผู้คน คงท้าทายผู้มาเยือนได้มากพอสมควร การรับมือและต้องอาศัยอยู่กับความไม่คุ้นชินเหล่านี้ จึงต้องใช้ทั้งร่างกายและหัวใจที่เข้มแข็งพอสมควรครับ

สภาพอากาศ: ประเทศที่มีความกว้างใหญ่ มีความแตกต่างทางภูมิประเทศภายในหลายมิติ อินเดียมีทั้ง ภูเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะทางตอนเหนือ ทะเลทรายที่ร้อนระอุภาคตะวันตกเฉียงเหนือ พื้นที่ราบภาคกลาง ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลที่ขนานพื้นที่ภาคใต้ของประเทศทำให้สภาพอากาศของอินเดียแตกต่างกันอย่างสุดขั้วด้วยเช่นกัน

สำหรับพื้นที่ที่สภาพอากาศที่ดูจะเป็นปัญหากับการอยู่ที่อินเดียของนักศึกษาไทยคือ พื้นที่ตอนกลางเยื้องไปทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เมืองหลวงกรุงนิวเดลี รัฐอุตตรประเทศ รัฐพิหาร ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนระอุในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ซึ่งจะอยู่ช่วงเดือนมีนาคม-กันยายน โดยช่วงที่เป็นจุดพีคสุดจะอยู่ที่ประมาณเดือน  พฤษภาคมและมิถุนายน  ดีกรีความร้อนช่วงนี้จะทะลุ 40-50 องศาเลยทีเดียว สำหรับในช่วงหน้าหนาวก็จะเริ่มตั้งแต่ ปลายเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงพีคสุดของความหนาวจะอยู่ที่ประมาณ 1-0 องศา สำหรับคนไทยแล้วเรียกได้ว่าร้อนสุดหนาวสุดกันเลยทีเดียว

การเตรียมตัวเพื่อรับความไม่คุ้นชินเรื่องสภาพอากาศดังกล่าว ถ้าเป็นเมืองไทยบ้านเราคงไม่อยากเย็นเกินไปนัก เช่น ร้อนก็เปิดแอร์ พัดลม หนาวก็ใส่เสื้อกันหนาว อย่างนี้เป็นต้น แต่ขึ้นชื่อว่าอินเดีย ความหลากหลายพร้อมข้อจำกัดก็คงมีตามมาครับ ผู้เขียนเห็นว่าสภาพอากาศที่อาจเป็นปัญหาต่อการปรับตัวอยู่ในอินเดีย ได้แก่ อากาศที่ร้อนจัดและหนาวจัดของอินเดียครับ เราจำเป็นจะต้องเตรียมตัวและเตรียมใจต่อความไม่คุ้นชินเหล่านี้ไว้ในระดับหนึ่งได้ก็จะเป็นการดีครับ ต่อไปนี้ คือ คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับท่านที่ตั้งใจมาศึกษาต่อหรือทำงาน ที่อินเดีย โดยเฉพาะพื้นที่ เมืองหลวงกรุงนิวเดลี รัฐอุตตรประเทศ รัฐพิหาร  (สำหรับพื้นที่อื่นๆของอินเดีย อากาศไม่ได้เปลี่ยนแปลงแตกต่างสุดขั้วมากเท่าพื้นที่ที่กำลังกล่าวถึงครับ การปรับตัวจึงง่ายกว่า แถมบางพื้นที่ อากาศยังเย็นสบายตลอดทั้งปี เช่น โซนภาคใต้ของประเทศ)

ฤดูร้อน 

ช่วงหน้าร้อนถือได้ว่ากินเวลายาวนานที่สุดประมาณ 5-6 เดือนดังที่กล่าวข้างต้น โดยสภาพอากาศจะเป็นแบบร้อนแห้ง สลับอบอ้าว ซึ่งต่างจากเมืองไทยที่มีลักษณะร้อนชื้น ดังนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกที่มาช่วยคลายร้อนก็จะแตกต่างกันบ้างพอสมควร ที่มีเหมือนกันเช่น แอร์คอนดิชั่น พัดลม แต่ที่จะแปลกใหม่สำหรับเราและได้รับความนิยมที่นี่คือ แอร์คุลเลอร์ ที่มีลักษณะเหมือนแท้งค์น้ำติดพัดลม ซึ่งคุณสมบัติมันให้ความเย็นฉ่ำได้ด้วยเช่นกัน ที่พิเศษคือ มีไอน้ำออกมาด้วยขณะใช้งาน ซึ่งตรงนี้ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่สร้างมาเพื่อบรรเทาสภาพอากาศร้อนแห้งได้ดีไม่แพ้แอร์คอนดิชั่นเลยครับ ที่สำคัญหาซื้อง่ายและราคาย่อมเยากว่าตามขนาดของตัวแอร์

ส่วนข้อจำกัดเรื่องการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ก็คือ ปัญหาไฟฟ้าดับครับ ซึ่งที่นี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติครับ โดยส่วนใหญ่จะเป็นชานเมือง และเมืองที่ไม่ใช่ที่ตั้งของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจสำคัญๆ ของอินเดีย ส่วนระยะเวลาและความถี่ที่ไฟดับก็แตกต่างกันไปตามความสำคัญดังกล่าว ตั้งแต่ ครึ่งชั่วโมงไปจนถึงสี่-ห้าชั่วโมงต่อครั้ง วันละประมาณ 1-3 ครั้งทีเดียว คนอินเดียเองเขารับได้กับสิ่งนี้ครับ เราจึงเห็นวิธีแก้ปัญหาเรื่องไฟดับแบบอินเดีย คือ การติดตั้งแบตเตอรี่ชาร์ตเก็บไฟสำรองเพื่อใช้ยามไฟดับครับ ซึ่งมีกันเกือบทุกบ้าน (โดยเฉพาะเมืองที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ คืออาลีการ์ รัฐอุตตรประเทศ) ลักษณะก็เหมือนแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไปบ้านเราครับ เล็กใหญ่ตามกำลังซื้อและความต้องการใช้ เรื่องนี้ถือได้ว่าใหม่และ          ทึ่งสุด ๆ สำหรับผู้มาใหม่อย่างเราครับ เรามาใหม่ “เข้าเมืองแขกก็ต้องทำแบบแขก” ตามน้ำไปครับ           ที่สำคัญมันได้ผลครับ

หน้าร้อนที่นี่ผิวจะแห้งได้ง่าย ดังนั้น ครีมบำรุงผิวหรือครีมกันแดดก็มีความสำคัญมากเหมือนกัน ตรงนี้ขอแนะนำว่าเตรียมมาจากไทยได้ก็จะดีครับ ตามความชอบของแต่ละท่านเลยครับ หากไม่เตรียมมาก็ไม่ต้องกังวล ที่นี้ก็มีครับ แต่ในเวอร์ชั่นอินเดียนะ ซึ่งอาจไม่ถูกใจคนไทยอย่างเราครับ

ฤดูหนาว     

ช่วงอากาศหนาวที่นี่จะอยู่ประมาณ 3-4 เดือนดังที่กล่าวข้างต้น นี่ก็เป็นสภาพอากาศที่เราคนไทยไม่คุ้นเคยแน่นอน แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนเองและเพื่อนนักศึกษาท่านอื่นๆ สามารถพูดได้ว่า เราหลงใหลในช่วงหน้าหนาวกันถ้วนหน้าครับ หากเทียบกับอากาศร้อนที่นี่แล้วขออยู่หนาว ๆ ดีกว่าครับ ดังนั้นการปรับตัวในช่วงหน้าหนาวจึงไม่ค่อยมีปัญหามากนักสำหรับคนไทย เรื่องแฟชั่นหน้าหนาวที่นี่เราสามารถจัดเต็มได้ตามปราถนากันเลยทีเดียวครับ ไม่ต้องเขินอายเหมือนหนาวบ้านเราแน่นอน เพราะที่นี่หนาวจริงหนาวจังครับ สิ่งที่ต้องระวังก็คงเป็นเรื่องผิวแห้งครับเพราะที่นี่หนาวแห้ง ผิวจึงแตกได้ง่าย ครีมบำรุงผิวจึงมีความสำคัญ แต่สำหรับประสบการณ์อีกเช่นกันของผู้เขียนเอง ขอแนะนำว่าการใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์  ทาผิวก็ได้ผลดีอย่างน่าทึ่งครับ ที่สำคัญน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ที่นี่ไม่แพงเหมือนบ้านเรา และหาซื้อได้ง่ายทั่วไปตามร้านค้าของชำครับ

4. ความปลอดภัย

การพำนักอาศัยในอินเดียนั้นไม่ว่าจะเป็นการพำนักระยะสั้นเช่นการเดินทางท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ หรือการอาศัยระยะยาวเช่นการ ศึกษาเล่าเรียน หรือการทำงาน สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึกถึงมากที่สุดไม่ต่างจากการอาศัยในประเทศบ้านเกิดหรือประเทศอื่น ๆ คือ “ความปลอดภัย” เพราะภัยคุกคามนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราใช้ชีวิตต่างถิ่นได้อย่างมีความสุขก็คือความไม่ประมาท ระมัดระวัง แต่ไม่ถึงกับต้องวิตกกังวล ซึ่งภัยคุกคามความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท

การลักขโมย

ที่จริงขโมยขโจรนั้นมีอยู่ทุกที่ การลักขโมยนั้นมีหลายรูปแบบตั้งแต่งัดห้องยกเค้า ขโมยรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือจักรยาน (อย่างหลังเกิดขึ้นบ่อยสุด) การถูกล้วงกระเป๋า กรีดกระเป๋า (เกิดบ่อยมาก) เป้าหมายของทรัพย์สิน คือ กระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือ

ภัยคุกคามจากการลักขโมยนี้ เราสามารถป้องกันหากเรามีสติและระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ต่อไปนี้

คือ ข้อแนะนำในการป้องกันภัยจากการลักขโมย โดยเฉพาะสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในอินเดีย

1) แม่กุญแจให้นำติดตัวมาจากประเทศไทย เอามาหลาย ๆ อันและหลายขนาด ตั้งแต่แม่กุญแจห้องพัก จนกระทั่งกุญแจล็อคจักรยาน (เลือกแบบเป็นห่วงล็อคล้อ) หรือมอเตอร์ไซค์ (แม่กุญแจข้อยาวล็อคล้อ) แม้แม่กุญแจจะมีขายทั่วไปในอินเดีย แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว แทบทั้งหมดคุณภาพและความแข็งแรงสู้แม่กุญแจจากไทยยี่ห้อดัง ๆ ไม่ได้เลย ผู้เขียนเคยทุบแม่กุญแจอินเดียเพราะทำกุญแจหาย ปรากฏว่าทุบทีเดียวก้อหลุดแล้ว ในขณะที่แม่กุญแจไทยทุบยากมาก ต้องใช้วิธีเลื่อยตัดอย่างเดียว ซึ่งขโมยต้องใช้ความพยายามพอสมควร นอกจากนั้นจงรักษากุญแจและกุญแจสำรองไว้ให้ดีเพราะร้านทำกุญแจในอินเดียทำกุญแจเลียนแบบของไทยไม่ได้

2) หากต้องเดินทางผ่านที่ ๆ มีคนพลุกพล่าน ซึ่งก็เป็นแหล่งของนักล้วงทั้งหลาย ให้ระมัดระวังกระเป๋าถือ (สำหรับผู้หญิง) เป็นพิเศษ ถ้าให้ดีทั้งชายและหญิงหากท่านรู้สึกไม่ปลอดภัยให้เอากระเป๋าสตางค์ หรือ โทรศัพท์มือถือมาใส่กระเป๋ากางเกงด้านหน้าแทน ในกรณีใส่พอ และใช้มือป้องกันทรัพย์สินของเราตลอดเวลาในขณะที่ต้องเดินผ่านพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะถูกขโมยเหล่านั้น

3) ในการเดินทางโดยเฉพาะเดินทางไกล อย่าเก็บเงินทั้งหมดไว้ในกระเป๋าเดียว ให้แบ่งเก็บในกระเป๋าอื่นหรือเก็บตามที่ต่าง ๆ บ้างตามสะดวก เพราะหากหายจะได้ไม่หายหมด และอย่าถือเงินสดก้อนใหญ่เกินไป ให้คำนวณแต่พอดี ยิ่งเงินติดตัวมาก ท่านยิ่งต้องระวังมาก นอกจากนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องรักษาเท่าชีวิตในยามเดินทางก็คือ พาสปอร์ตนั่นเอง เพราะนี่คือบัตรประจำตัวประชาชนของท่านในต่างแดนที่ใช้ระบุตัวตนของท่าน แต่หากหายขึ้นมาให้รีบติดต่อสถานทูตเป็นการด่วน (ท่านควรจดเบอร์ฉุกเฉินต่างๆและเบอร์คนรู้จักแยกไว้ต่างหาก เพราะเดี๋ยวนี้คนจำเบอร์โทรศัพท์กันไม่ค่อยจะได้ หากมือถือหายก็แทบสูญสิ้นความทรงจำกันเลยทีเดียว)

4) อย่าโชว์ทรัพย์สินของท่านโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าคนไม่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นมือถือใหม่ล่าสุด หรือแทบเลต เพราะท่านจะถูกจับตามองจากมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรมีมือถือไว้อย่างน้อยสองเครื่อง เครื่องหนึ่งก็แล้วแต่สะดวกทรัพย์ของท่านจะแสวงหา อีกเครื่องให้หามือถือถูก ๆ เน้นเอาไว้โทรเข้าโทรออก โดยเฉพาะเมื่ออยู่นอกเคหสถานของท่าน

 

ภัยจากอุบัติเหตุ

อินเดียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่อุบัติเหตุจากการใช้ถนนมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้คนที่นี่ ด้วยพฤติกรรมการขับรถที่ติดขั้น “ยอดแย่” ขับเร็ว ปาดซ้ายปาดขวา ไร้ระเบียบวินัย ตำรวจก็ไม่กวดขัดเรื่องวินัยจราจร ดังนั้นไม่ว่าท่านจะเป็นคนใช้ถนนประเภทใดไม่ว่าขับรถหรือเดินสัญจรข้างถนน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมีสติและไม่ประมาท ขับรถบนถนนอินเดียท่านต้องมีคุณสมบัติข้างต้นมากขึ้นเป็นสองเท่าเพราะมักมีเรื่องฉุกเฉินไม่คาดคิดเกิดขึ้นบนท้องถนนเสมอ ไม่ว่า รถวิ่งกินเลน วัวควายเดินตัดหน้า รถบรรทุกวัตถุที่ยาวเกินขนาดรถ รถฝ่าไฟสัญญาณจราจร รถเลี้ยวไม่ให้สัญญาณไฟ ด้วยพฤติกรรมการใช้ถนนที่น่ารำคาญใจดังกล่าวทำให้ท่านยังต้องมีความอดทนและยับยั้งอารมณ์มากขึ้นเป็นเท่าตัว

นอกจากนั้นผู้เดินสัญจรริมถนนก็คือ ผู้เสี่ยงภัยอย่างหนึ่งจากรถที่วิ่งพลุกพล่าน ดังนั้นจงหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นการแชทหรือการคุย ไม่ว่าท่านจะใช้สมอลทอล์คหรือไม่ก็ตาม เพราะการใช้โทรศัพท์ทำให้สมาธิและการระมัดระวังตัวของท่านสูญหายไปแล้วครึ่งนึง ดังนั้น หากไม่จำเป็นก็หลีกเลี่ยง แต่หากจำเป็นก็จงหยุดเดินและคุยให้เสร็จจะดีกว่า นอกจากนั้นการใช้โทรศัพท์ข้างทางยังเปิดโอกาสให้มิจฉาชีพจับมองเพื่อหาโอกาสขโมยทรัพย์สินอีกด้วย

นอกจากเรื่องการใช้ถนนแล้วยังมีคำแนะนำสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวโดยเฉพาะในแถบที่เป็นเทือกเขาสูง ให้พยายามหลีกเลี่ยงการโดยสารรถจี๊ปหรือรถนั่งโดยสารขนาดเล็กทั้งหลายเช่นอินโนว่า ซูโม่ ฯลฯ ให้เลือกเดินทางโดยรถบัสจะปลอดภัยกว่า เพราะอุบัติเหตุมักเกิดจากรถโดยสารขนาดเล็กเหล่านั้น          ที่มักต้องใช้ความเร็ววิ่งทำรอบและบ่อยครั้งที่รับวิ่งทั่วไปทำให้คนขับไม่คุ้นเคยเส้นทาง ตกเขามานักต่อนักแล้ว

 

ภัยจากการประทุษร้ายทางกาย

การประทุษร้ายทางกายนั้นถือเป็นเรื่องอันตรายที่สุด ไม่ว่าเป้าหมายของการประทุษร้ายนั้นจะเป็นการมุ่งร้ายทางเพศ ชีวิต หรือทรัพย์สินก็ตาม คำแนะนำสำคัญที่สุดก็คือ เลี่ยงการเดินทางคนเดียวโดยเฉพาะในยามค่ำคืน อย่าพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดอันตราย และอย่าได้ประมาท นอกจากนั้นเรายังสามารถป้องกันตัวเองได้จากคำแนะนำต่อไปนี้

1) หลีกเลี่ยงการแต่งตัวที่เป็นเป้าสายตาทางเพศ เช่นการแต่งชุดรัดรูปหรือเปิดเผยมากเกินไป อินเดียเป็นประเทศที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ดังนั้นการแต่งตัวไม่ให้แตกต่างจากชาวบ้านคือการป้องกันตัวที่ดีอย่างหนึ่ง เข้าทำนองเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คนที่แต่งตัวล่อแหลมนอกจากถูกจับตามมองจากเหล่ามิจฉาชีพแล้วยังอาจถูกมองได้ว่าเป็นผู้หญิง “ง่าย” การที่เราจะได้รับเกียรติจากใครมันอยู่ที่ตัวเราด้วยว่า ทำตัวให้เป็นที่น่าเกรงใจ มีเกียรติหรือไม่ อย่าได้คิดถึงสิทธิเสรีภาพในการแต่งตัว เก็บเหตุผลนั้นไว้ใช้ที่บ้าน เพราะหากเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้ว จะอ้างยังไงก็คงสายเกินไป ดังนั้นกันไว้ดีกว่าแก้

2) หลีกเลี่ยงการเดินทางคนเดียวในยามค่ำคืน ไม่ว่าท่านจะเป็นชายหรือหญิง ควรมีเพื่อนเดินทางด้วยกัน แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องใช้รถประจำทางส่วนบุคคล เช่น แท็กซี่ หรือออโต้    ริกชอว์ (ตุ๊กๆอินเดีย) ทันทีที่ขึ้นรถจงโทรหาเพื่อนเพื่อบอกเลขทะเบียนรถ พูดดังๆให้คนขับได้ยิน นอกจากนั้นท่านยังต้องมีทักษะจดจำเส้นทางไว้บ้าง ไว้กรณีคนขับขับออกนอกเส้นทางท่านจะได้รู้ และหากคนขับขอแวะรับใครหรือมีใครขึ้นมาร่วมโดยสารกับท่าน จงไล่คนเหล่านั้นไป อย่าให้ร่วมเดินทางด้วยเด็ดขาด และจงนั่งติดประตูเสมอเพราะหากมีเรื่องฉุกเฉินท่านจะได้หนีได้ นอกจากนั้นการเดินไปหารถควรมีคนร่วมเดินไปด้วย อย่าไปคนเดียว

3) อย่าได้แสดงความอ่อนแอ ผู้ที่ดูอ่อนแอ คือ เหยื่อลำดับต้นของมิจฉาชีพ ในที่คนหมู่มากจงเก็บความสุภาพอ่อนโยนของท่านไว้ หากรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือมีภัยคุกคามไม่ว่าทางวาจาหรือกาย จงพูดเสียงดังต่อคนมุ่งร้าย ให้คนอื่นได้ยิน คนอินเดียพร้อมจะช่วยเหลือท่านหากท่านเอ่ยปากบอก หากใครพยายามแตะเนื้อต้องตัวท่าน ให้โวยวายและพูดไปดังๆว่า “don’t touch me” และพูดภาษาฮินดีว่า “yaao” ซึ่งแปลว่าไปให้พ้น จำไว้ว่าจงทำตัวแกร่งและมั่นใจในตัวเอง(แต่ระมัดระวัง)เสมอ แต่หากท่านเจอการประทุษร้ายในที่ลับตาคน อย่าได้ใช้เทคนิคข้างต้น จงวิ่งไปหาที่ ๆ คนอยู่ นอกจากนั้นให้เลี่ยงการถามทางจากคนที่ดูไม่น่าไว้วางใจ เพราะง่ายต่อการประทุษร้าย เพราะเขาจะรู้ทันทีว่าท่านไม่รู้ทางหนีทีไล่และไม่รู้จักใครแน่นอน

4) หากจำเป็นต้องเดินทางด้วยรถไฟหรือรถบัส ให้เลี่ยงขบวนหรือคันที่ท่านจะถึงปลายทางในเวลากลางดึก แต่หากเลี่ยงไม่ได้ให้ติดต่อคนที่รู้จักในเมืองปลายทางหรือโรงแรมที่จะเข้าพักให้เดินทางมารับท่านที่สถานีรถไฟหรือท่ารถบัส โรงแรมดีๆมักมีบริการเหล่านี้ นอกจากนั้นหากท่านเป็นผู้หญิงควรหลีกเลี่ยงการจองเตียงล่างของรถไฟ ให้เลือกเตียงบนเสมอ และหากจำเป็นต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกหากมีเพื่อนเดินทางจงปลุกและชวนไปด้วย แต่หากเดินทางคนเดียวจงระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ          งดใช้โทรศัพท์ระหว่างเดิน เพราะทำให้ท่านตกเป็นเป้านิ่งที่ความระมัดระวังถูกทำลายจากโทรศัพท์ เพราะมิจฉาชีพมักพุ่งเป้าไปที่คนที่ขาดความระมัดระวัง นอกจากนั้นผู้หญิงผมยาวย่อมต้องเพิ่มความระแวดระวังเพราะง่ายต่อการถูกชักผมเพื่อทำร้ายร้ายกาย ผู้เขียนแนะนำว่าหากต้องเดินทางคนเดียว ให้เดินทางด้วยรถไฟแอร์จะดีที่สุด เพราะมีระบบรักษาความปลอดภัยดีกว่ารถพัดลมมาก ผู้โดยสารมักเป็นคนอีกระดับหนึ่ง เสียเงินเพิ่มหน่อยเพื่อแลกกับความปลอดภัย

5) อย่าผูกมิตรกับคนแปลกหน้าเร็วเกินไป เพราะอาจถูกตีความผิดว่า ท่านสนใจในตัวเขา

6) จงหลีกเลี่ยงการทักทายแบบสัมผัสมือ หรือ กอดกับคนต่างเพศ ซึ่งคนท้องถิ่นบางคนมักเข้าใจผิด(อย่างเจตนา)ว่าการทักทายแบบตะวันตกจะเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ ท่านจงใช้คำทักทายท้องถิ่นเช่น “นมัสเต” แทน

7) จงหาซื้ออุปกรณ์ป้องกันภัยติดตัวไว้เช่นสเปรย์พริกไทย หรือเครื่องช็อตไฟฟ้า

8) หากเจอภัยคุกคามประชิดตัวแล้วจงใช้ไหวพริบ พาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นให้ได้ อย่าคิดสู้ หากใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวได้จงใช้และรีบวิ่ง สำหรับคนที่พกมีด หากท่านไม่มีทักษะการใช้เพียงพอหรือไม่แน่ใจในแรงและความสามารถของท่าน จงหลีกเลี่ยงการใช้ เพราะมีดนั้นจะกลายเป็นอาวุธที่มิจฉาชีพย้อนกลับมาทำร้ายตัวท่านเอง

 

ภัยจากเหตุความวุ่นวายทางการเมืองและการก่อการร้าย

อินเดียยังคงมีเหตุการณ์ความไม่สงบจากกลุ่มที่ขัดแย้งกับทางรัฐบาลอยู่บ้าง.หรือเหตุขัดแย้งทางศาสนา โดยเฉพาะในรัฐจัมมูและแคชเมียร์ พิหาร และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ชาวบ้านอาจลุกฮือประท้วงอย่างไม่ทันตั้งตัว หรือท่านอาจเจอ “อินเดียมุง” ที่เกิดง่ายและมีจำนวนผู้เข้าร่วมมากกว่า “ไทยมุง”เป็นร้อยเท่า ดังนั้นจงหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง ท่านต้องศึกษาให้ดีก่อนเดินทางในพื้นที่ดังกล่าว อาจสอบถามจากชาวบ้านหรืออ่านหนังสือพิมพ์ ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ไปติดอยู่ในกลุ่มม็อบต่อต้านรัฐบาลในเมืองศรีนาการ์ รัฐแคชเมียร์อย่างไม่ทันรู้ตัว เพราะไม่รู้ข่าวว่าจะมีการประท้วงในวันเวลานั้น เมื่อเดินไปติดในกลุ่มม็อบก็เจอการปิดล้อมจากทหารรอบด้าน และมีการสลายม็อบ ซึ่งต้องขอบคุณชาวบ้านในท้องที่ที่จูงมือผู้เขียนไปหลบในบ้าน จนเหตุการณ์คลี่คลาย นอกจากเหตุการณ์ทางการเมืองแล้ว ท่านยังต้องรู้วัฒนธรรมธรรมประเพณีของคนในท้องถิ่น เพื่อที่ท่านจะได้ไม่ไปละเมิด และภัยร้ายจะได้ไม่ถึงตัวท่านอย่างไม่ตั้งใจ เช่น ชุมชนฮินดูส่วนใหญ่ทานมังสวิรัติทานก็อย่าไปถามหาอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือกินในที่โล่งแจ้ง เช่นเดียวกับอย่าไปถามหาหมูในชุมชนมุสลิมนั่นเอง นอกจากนั้นเครื่องดื่มมึนเมามักเป็นที่ไม่น่าอภิรมย์ของทุกชุมชนความเชื่อของอินเดียอยู่แล้วดังนั้นอย่าไปทานในที่สาธารณะ สำหรับบุหรี่เป็นเรื่องอ่อนไหวในสังคมซิกข์ซึ่งท่านต้องหลีกเลี่ยง

การอยู่อาศัยในอินเดียนั้นที่จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หลายๆประเทศในโลกตะวันตกยังมีสถิติอาชญากรรมสูงกว่าอินเดียหลายเท่า อย่างไรก็ตามเราก็ต้องไม่ประมาท มีสติ ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ แล้วเราจะพบว่าที่จริงแล้วอินเดียเป็นประเทศที่น่าค้นหาและเรียนรู้ ความหลากหลายทั้งชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา ความเชื่อ เหล่านี้ คือ ความสวยงามดังเช่นดอกไม้หลากสี อยู่ที่เราเลือกจะมองตามความเป็นจริงหรือ ตามความคิดเดิม ๆ เกี่ยวกับอินเดียที่มักถูกปลูกฝัง ขอให้ทุกท่านจงเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ในประเทศนี้ให้เต็มที่ แล้ววันหนึ่งท่านอาจหลงรักอินเดียโดยไม่ทันรู้ตัว

ข้อมูลจาก เครือข่ายนักเรียนไทยในอินเดีย

กันยายน 2557