ศึกษาต่อที่อินเดีย ระดับอุดมศึกษา

ข้อมูลพื้นฐาน การเรียนต่อที่อินเดีย (อุดมศึกษา)

ขั้นตอนการสมัครเรียน (Admission)
ช่วงเวลาที่เปิ ดรับสมัครนักศึกษาประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง กรกฎาคม โดยขึ ้นอยู่กับเวลาการเปิด-ปิ ดภาคเรียน ทั้งนี้ เวลาเปิด-ปิด ภาคเรียนของแต่ละภูมิภาคของอินเดียอาจจะไม่ตรงกัน
ภาคการศึกษาของมหาวิทยาลัย

ภาคเรียนที่1 ประมาณเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม
ภาคเรียนที่ 2 ประมาณเดือน มกราคม – พฤษภาคม

ระดับปริญญาตรี(Bachelor Degree)

หลักสูตร 3 ปี แต่บางสาขาวิชาอาจจะ 4-5 ปี

เอกสารที่ใช้ในการสมัครเรียน
1. สําเนาเอกสารแสดงผลการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 (Transcript) ออกให้โดยโรงเรียนที่สําเร็จการศึกษาซึ่งต้องแสดงผลการศึกษาของทุกเทอม
2. ใบรับรองการจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากทางโรงเรียนที่สําเร็จการศึกษา
3. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว ประมาณ 1 โหล
4. หนังสือรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการเพื่อรับรองว่าสถาบันการศึกษานั้นๆ มีอยู่จริงในประเทศไทย (ผู้ที่สําเร็จการศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครสามารถขอรับได้ที่กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนผู้ที่สําเร็จการศึกษาจากต่างจังหวัดสามารถขอรับได้ที่ศึกษาธิการเขตของแต่ละจังหวัด)
5. ใบเทียบวุฒิซึ่งออกให้โดย Association of Indian University (A.I.U) เป็นเอกสารรับรองวุฒิการศึกษาและสถานภาพของสถานศึกษาของผู้สมัครว่าเทียบเท่ากับวุฒิการศึกษาของอินเดียและเพื่อรับรองว่าสถานศึกษาของผู้สมัครได้รับการรองรองอยู่ในรายชื่อมหาวิทยาลัยของ Association of Indian University ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาในอินเดียบางแห่งอาจจะไม่ขอเอกสารนี้
6. สําเนาหนังสือเดินทาง

ระดับปริญญาโท (Master Degree)

หลักสูตร 2 ปี ยกเว้นสาขาวิชาการศึกษา (M. Ed) และสาขาพละศึกษา (M.P. Ed) ซึ่งมีหลักสูตร 1 ปี ต่อจากระดับปริญญาตรี

เอกสารที่ใช้ในการสมัครเรียน
1. สําเนาเอกสารแสดงผลการเรียนของระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 (Transcript) ออกให้โดยโรงเรียนที่สําเร็จการศึกษาซึ่งต้องแสดงผลการศึกษาของทุกเทอม
2. ใบรับรองการจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 จากทางโรงเรียนที่สําเร็จการศึกษา
3. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว ประมาณ 1 โหล
4. หนังสือรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการเพื่อรับรองว่าสถาบันการศึกษานั้นๆ มีอยู่จริงในประเทศไทย (ผู้ที่สําเร็จการศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครสามารถขอรับได้ที่กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนผู้ที่สําเร็จการศึกษาจากต่างจังหวัดสามารถขอรับได้ที่ศึกษาธิการเขตของแต่ละจังหวัด)
5. ใบเทียบวุฒิซึ่งออกให้โดย Association of Indian University (A.I.U) เป็ นเอกสารรับรองวุฒิการศึกษาและสถานภาพของสถานศึกษาของผู้สมัครว่าเทียบเท่ากับวุฒิการศึกษาของอินเดียและเพื่อรับรองว่าสถานศึกษาของผู้สมัครได้รับการรองรองอยู่ในรายชื่อมหาวิทยาลัยของ Association of Indian University ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาในอินเดียบางแห่ง อาจจะไม่ขอเอกสารนี้
6. สําเนาเอกสารแสดงผลการเรียนของระดับปริญญาตรี(Transcript)ซึ่งแสดงผลการศึกษาของทุกเทอม
7. ใบสําเนาปริญญาบัตร
8. สําเนาหนังสือเดินทาง

ระดับอนุปริญญาเอก (Master of Philosophy, M.Phil) และปริญญาเอก (Doctor of
Philosophy, Ph.D)

ระดับอนุปริญญาเอกเป็นการศึกษาในระดับก่อนเข้าปริญญาเอกใช้เวลา 1-2 ปีโดยขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย เป็นการศึกษาทั้งแบบ Course work และ Thesis โดยบางมหาวิทยาลัยได้กําหนดว่าต้องให้นักศึกษาสําเร็จการศึกษาในระดับ M.Phil ก่อนจึงจะรับเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกได้ ระดับปริญญาเอก หลักสูตร 3-5 ปี สําหรับระบบการเรียนนั ้นขึ ้นอยู่กับทางมหาวิทยาลัย บางแห่งกําหนดให้เรียน Course work และ Thesis แต่บางแห่งไม่ต้องเรียน Course work แต่เขียน Thesis เพียงอย่างเดียว

เอกสารที่ใช้ในการสมัครเรียน
1. สําเนาเอกสารแสดงผลการเรียนของระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 (Transcript) ออกให้โดยโรงเรียนที่สําเร็จการศึกษาซึ่งต้องแสดงผลการศึกษาของทุกเทอม
2. ใบรับรองการจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 จากทางโรงเรียนที่สําเร็จการศึกษา
3. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว ประมาณ 1 โหล
4. หนังสือรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการเพื่อรับรองว่าสถาบันการศึกษานั ้นๆ มีอยู่จริงในประเทศไทย (ผู้ที่สําเร็จการศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครสามารถขอรับได้ที่กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนผู้ที่สําเร็จการศึกษาจากต่างจังหวัดสามารถขอรับได้ที่ศึกษาธิการเขตของแต่ละจังหวัด)
5. ใบเทียบวุฒิซึ่งออกให้โดย Association of Indian University (A.I.U) เป็ นเอกสารรับรองวุฒิการศึกษาและสถานภาพของสถานศึกษาของผู้สมัครว่าเทียบเท่ากับวุฒิการศึกษาของอินเดียและเพื่อรับรองว่าสถานศึกษาของผู้สมัครได้รับการรองรองอยู่ในรายชื่อมหาวิทยาลัยของ Association of Indian University ทั้งนี้สถาบันการศึกษาในอินเดียบางแห่ง อาจจะไม่ขอเอกสารนี้
6. สําเนาเอกสารแสดงผลการเรียนของระดับปริญญาตรีและปริญญาโท (Transcript) ซึ่งแสดงผล
การศึกษาของทุกเทอม
7. ใบสําเนาปริญญาบัตรทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท
8. บทคัดย่อหัวข้อวิทยานิพนธ์ หรือ Research Proposal, Synopsis of Ph.D. Thesis (สําหรับผู้ที่สมัครในระดับปริญญาเอก)
9. สําเนาหนังสือเดินทาง

*หมายเหตุ
อย่างไรก็ตามเอกสารการสมัครเรียนของแต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะแตกต่างกัน ทั้งนี้ เอกสารทุกฉบับต้องเป็นภาษาอังกฤษ และต้องนําไปประทับตรารับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.consular.go.th

“ก่อน” เดินทางมาอินเดีย ต้องทําอะไรบ้าง
เรื่องควรรู้: การเดินทางเข้ามาอินเดียเพื่อสมัครเรียนต่อ
1. เข้าประเทศมาโดยวีซ่าท่องเที่ยว (Tourist Visa) เมื่อทางสถานศึกษาตอบรับแล้วจะต้องเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อเปลี่ยนประเภทวีซ่า สําหรับผู้ที่ศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท ใช้วีซ่านักเรียน (StudentVisa) สําหรับผู้ที่ศึกษาในระดับ M.Phil หรือ Ph.D.ใช้วีซ่าวิจัย (Research Visa)
2. เข้าประเทศมาด้วยวีซ่านักเรียนแบบชั่วคราว (Provisional Student Visa) ซึ่งมีอายุ 3 เดือน สามารถเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียน (Student Visa) ที่อินเดียได้เมื่อสถาบันการศึกษานั้น ๆ ตอบรับให้เป็นนักศึกษาแล้ว

การขอวีซ่านักเรียนและวีซ่าทําวิจัย (Student Visa and Research Visa) มีเอกสารสําคัญที่ต้องใช้ดังนี้
1. หนังสือเดินทางเล่มจริง ที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป
2. สําเนาหนังสือเดินทาง 2 ฉบับ
3. สําเนาบัตรประชาชน หรือ สําเนาใบสูติบัตร สําหรับนักเรียนที่อายุไม่เกิน 15 ปี
4. สําเนาทะเบียนบ้าน
5. รูปถ่ายขนาดที่ใช้ทําหนังสือเดินทาง (2 x 2 นิ้ว และถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
6. จดหมายตอบรับการเข้าเป็ นนักเรียน (Admission Letter)
7. แบบฟอร์มขอวีซ่า Visa Application Form ที่กรอกสมบูรณ์แล้ว สามารถดาวน์โหลดได้จาก
เว็บไซต์สถานทูตอินเดียประจําประเทศไทย
8. ใบแสดงผลการเรียนของปีล่าสุด
9. สําเนาสมุดบัญชีธนาคารของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือ ผู้อุปการะย้อนหลัง 3 เดือน
10. สําหรับวีซ่าทําวิจัย นอกจากจะต้องมีจดหมายตอบรับจากทางสถาบันแล้ว ยังต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
• บทคัดย่อของหัวข้อที่จะทําวิจัย
• จดหมายรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษาการทําวิจัย

อายุวีซ่า
• อายุของวีซ่าจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของหลักสูตรที่จะไปศึกษา สําหรับบางกรณีถ้ายื่น
Provisional Admission จะได้วีซ่านักเรียนชั่วคราว Provisional StudentVisa)
• วีซ่านักเรียนจะเข้าออกประเทศได้สูงสุด 3 ครั้งต่อปี

ระยะเวลาการดําเนินการ
• สําหรับวีซ่าวิจัย ผู้สมัครจะต้องยื่นเอกสารทั้งหมดอย่างน้อย 2 เดือนก่อนกําหนดการ
เดินทาง
• สําหรับวีซ่านักเรียนทั่วไปจะใช้เวลาดําเนินการ 6วันทําการ

ค่าใช้จ่าย
• วีซ่านักเรียน 3100 บาท
• วีซ่าวิจัย ไม่เกิน-1 ปี 5000 บาท 1 ปี- 3 ปี 8200 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม
• เวลาทําการสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจําประเทศไทย จันทร์-ศุกร์ 08.30 –17.00 น.
โทรศัพท์ 0-2258-0300-5 โทรสาร 0-2258-4627 0-2262-1740
เว็บไซต์สถานทูต
• ที่อยู่ ศูนย์รับคําร้องขอวีซ่าประเทศอินเดีย IndianVisa andPassport Application Centre (IVS GLOBAL Pvt. Ltd.) อาคาร 253 อโศก ชั้น 22 ถนนสุขุมวิท สุขุมวิทซอย 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 (ใกล้กับโรงพยาบาลจักษุรัตนิน)
โทรศัพท์ :02-6641200 โทรสาร :02-6641201
อีเมล์ :infothai@ivsglobal.in
เว็บไซต์ : indiavisathai.com/

“หลัง” จากถึงอินเดียแล้ว ต้องทําอะไรบ้าง

การลงทะเบียนกับสํานักงาน FRO
โดยทั่วไปชาวต่างชาติที่จะเข้ามาพํานักในอินเดียเกินกว่า 6 เดือน ต้องไปรายงานตัวกับสํานักงาน
ตรวจคนเข้าเมือง (FRO: Foreigner’s Registration Office) ภายใน 14 วันหลังจากเข้าประเทศอินเดีย ทั้งนี้ สํานักงาน FRO ตั้งอยู่ประจําเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศอินเดีย ทําหน้าที่ดูแลการเข้ามาอาศัยในอินเดียของชาวต่างชาติเช่น การลงทะเบียนเข้า/ออกเมือง และการขอต่ออายุวีซ่า เป็ นต้น ทั้งนี้ ชาวต่างชาติที่เข้ามาในอินเดียจะต้องกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ที่เว็บไซต์ของ FRO
(http://indianfrro.gov.in) แล้วแนบด้วยเอกสารสําคัญตามแต่กรณี ดังนี้
• การลงทะเบียนเข้าเมือง (Registration)
– สําเนาหนังสือเดินทางและวีซ่า 2 ฉบับ
– รูปถ่าย 2 ใบ
– ใบรับรองจากสถานศึกษา (Bonafide Certificate )
– Resident Proof หลักฐานแสดงการอยู่อาศัย ( สามารถขอแบบฟอร์มได้จากสํานักงาน FRO )
– ICCR Letter จดหมายรับรองจาก ICCR ในกรณีที่ได้รับทุนการศึกษาจาก ICCR
– ค่าธรรมเนียม 100 รูปี
>>> เจ้าหน้าที่จะออกเอกสารที่เรียกว่า Residential Permit ให้ เพื่อใช้เป็ นหลักฐานในการ
เข้าพํานักอย่างถูกกฎหมายและใช้ในการขอลงทะเบียนออกเมือง หรือ Exit Permit
• การลงทะเบียนออกเมือง (Exit Permit)
– สําเนาหนังสือเดินทางและวีซ่า 2 ฉบับ
– รูปถ่าย 2 ใบ
– Resident Proof
– Residential Permit
>>> เจ้าหน้าที่จะออกเอกสาร ที่เรียกว่า Exit Permit ให้เพื่อเป็นหลักฐานในการออกเมือง
• การขอต่อวีซ่า (Visa Extension)
– สําเนาหนังสือเดินทางและวีซ่า 2 ฉบับ
– รูปถ่าย 2 ใบ
– ใบรับรองจากสถานศึกษา (Bonafide Certificate )
– Resident Proof
– Residential Permit
– Bank Statement หรือ หลักฐานการชําระเงินกับสถานศึกษา
– ICCR Letter ในกรณีได้รับทุนการศึกษาจาก ICCR
-Student form number สามารถขอได้จากเจ้าหน้าที่ฝ่ ายนักศึกษาต่างประเทศของสถานศึกษาที่กําลังศึกษา
* เจ้าหน้าที่จะรับเอกสารคําขอต่อวีซ่าไว้ และจะนัดวันมารับวีซ่า โดยใช้เวลาประมาณ 10-20 วัน
แล้วแต่กรณี
* การขอต่อวีซ่าควรกระทําล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุที่ระบุในวีซ่า 2 เดือน
หมายเหตุเอกสารที่กล่าวมาข้างต้นเป็ นเอกสารหลักๆ ที่ใช้ในการดําเนินการติดต่อกับสํานักงาน FRO ทั้งนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง/เพิ่มเติม ตามแต่กรณี

เวลาทําการ FRO
ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 10.00 -17.00 น. เว้นวันหยุดราชการ
พักเที่ยงเวลา 13.00 – 14.00 น.

ที่พักในอินเดีย
ที่พักอาศัยในอินเดีย สามารถแบ่งได้เป็ น 2 ประเภท ได้แก่ ที่พักของเอกชน และที่พักภายในสถานศึกษาที่พักของเอกชน สามารถแบ่งได้เป็ น 3 ประเภท คือ Paying Guest accommodation (PG), Rental Room และ Independent Room
• Paying Guest accommodation (PG) ลักษณะของ PG คือ การอยู่อาศัยในบ้านหลัง
เดียวกับเจ้าของบ้าน โดยเจ้าของบ้านจะแบ่งห้องให้เช่า ห้องละ 2 คนขึ้นไป ใช้ห้องนํ้าห้องครัวร่วมกันเจ้าของPG จะเลือกรับผู้อยู่อาศัย บางบ้านจะรับเฉพาะผู้หญิง หรือ เฉพาะผู้ที่จะมาพักเป็ นครอบครัว หรือ
จํากัดสาขาอาชีพ PG ส่วนใหญ่จะกําหนดเวลาเข้าออกของผู้พักอาศัย
• ราคาเฉลี่ยของ PG เริ่มต้นที่ประมาณ 3,000 รูปี ต่อคนต่อเดือน ขึ้นอยู่กับทําเลที่ตั้ง
และลักษณะของบ้าน บางบ้านจะรวมค่าอาหาร ค่านํ้า ค่าไฟ ส่วนบางบ้านจะแยกจ่ายค่านํ้า ค่าไฟ โดยจะเรียกเก็บค่าใช้จ่าย 2 เดือน/ครั้ง
• Rental Room มี2 ประเภท คือแบบห้องเดี่ยว ( Single Room ) และห้องคู่ (Two Room Set)
เป็นห้องที่มีลักษณะเป็ นส่วนตัว มีห้องนํ้า ห้องครัวในตัว เจ้าของบ้านอาจจะอยู่หรือไม่อยู่ในบ้านเดียวกันบางบ้านอาจมีข้อจํากัดเรื่องเวลาเข้าออก หรือเลือกรับผู้พักอาศัย ห้องเช่าลักษณะนี้ผู้พักอาศัยจะมีความเป็นส่วนตัวและอิสระมากกว่าที่พักแบบ PG แต่บ้านแบบ Rental Room มีน้อยกว่า ราคาเฉลี่ยของ Rental Room เริ่มต้นที่ประมาณ 6,000 รูปี ต่อเดือน ซึ่งก็ขึ ้นอยู่กับทําเลที่ตั้ง และลักษณะของบ้านอีกเช่นกัน
สําหรับค่านํ้า ค่าไฟ จะมีการเก็บตามใบเสร็จ คือ 2 เดือน/ครั้ง
• Independent Room คือ บ้านที่เจ้าของบ้านไม่มีข้อจํากัดในเรื่องของเวลาเข้าออก หรือเลือก
ประเภทของผู้ที่จะมาพักอาศัย อาจจะเรียกได้ว่าเป็ น PG ที่ไม่มีข้อจํากัด ผู้พักอาศัยมีความเป็นอิสระโดยเจ้าของบ้านอาจจะอยู่หรือไม่อยู่ในบ้านเดียวกัน ราคาเฉลี่ยของ Independent Room เริ่มต้นที่ประมาณ 3,000 รูปี ต่อห้อง ขึ้นอยู่กับทําเลที่ตั้ง ค่านํ้า ค่าไฟ จะมีการเก็บแยก 2 เดือน/ครั้ง
ข้อตกลงการเช่าโดยทั่วไประยะเวลาของสัญญาเช่า คือ 11 เดือน และราคาค่าเช่าจะเพิ่มขึ้นปีละ 10 % ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ

ข้อกําหนด และการตกลงกับเจ้าของบ้าน

วิธีการหาที่พัก
นอกจากจะสามารถหาได้ด้วยตัวเองโดยสังเกตป้ ายที่เขียนติดไว้ที่หน้าบ้านว่า To Let แล้ว ยังสามารถค้นหาได้จากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทั่วไป หรือการใช้บริการหาที่พักจากตัวแทนที่เรียกว่า To-Let Serviceคือการจ้างให้ตัวแทนหาที่พักในแบบที่เราต้องการให้ที่พักภายในสถานศึกษา สําหรับนักเรียนนักศึกษาที่ประสงค์จะพักในหอพักของสถานศึกษาจะมีราคาตํ่ากว่าที่พักเอกชนนอกสถานศึกษา โดยเฉลี่ยราคาของหอพักในมหาวิทยาลัยอยู่ที่ประมาณ 1,200 รูปี ต่อ 3 เดือน รวมค่านํ้า ค่าไฟ แต่ไม่รวมค่าอาหาร ส่วนหอพักของสถานศึกษาเอกชนจะมีราคาสูงกว่าหอพักของ
สถานศึกษาของรัฐ

ถ้าต้องการย้ายสถานที่เรียนไปต่างรัฐต้องทําอย่างไร
ผู้สมัครต้องทําการขอเอกสารใบส่งตัวนักศึกษา (Migration Certificate) ในกรณีที่ย้ายสถานศึกษาจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งจะออกให้โดยสถานศึกษาที่สําเร็จการศึกษา

“หลัง” สําเร็จการศึกษา ก่อนออกจากอินเดีย ต้องทําอย่างไร
• เข้าเว็บไซต์ http://indianfrro.gov.in/frro/ แล้วกรอกใบExit Permit หรือใบอนุญาตออกนอกประเทศ ในระบบออนไลน์ ทั้งนี้ ก่อนจะพิมพ์เอกสารออกมาเพื่อนําไปยื่นที่ FRRO ผู้สมัครต้องอัพโหลดเอกสารประกอบต่าง ๆ เข้าไปในเว็บด้วย ดังนั้น จึงควรจะสแกนเอกสารต่างๆไว้เป็นไฟล์รูปภาพหรือไฟล์pdf รวมถึงเอกสารสําคัญต่างๆควรสแกนทุกอย่างเก็บเอาไว้เพื่อสามารถนํามาใช้ได้สะดวก
• หลังจากยื่นเอกสารในขั้นตอนของการทํา Exit Permitและพิมพ์เอกสารออกมาแล้ว ให้นําไปยื่นที่ FRRO ในเวลาทําการ เจ้าหน้าที่จึงจะออกเอกสารออกนอกประเทศให้
• พิมพ์บัตรโดยสารเครื่องบินมาด้วย เพื่อนําไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่สนามบิน
หากไม่มีบัตรโดยสารเครื่องบินแสดงต่อเจ้าหน้าที่ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสนามบิน
• ตรวจสอบนํ ้าหนักกระเป๋ าและสัมภาระไม่ให้เกินนํ ้าหนักที่สายการบินกําหนดไว้ ถ้าเป็ นสายการบิน
low-cost (Indigo, Jet Airways Etc.) จะจํากัดนํ้าหนักกระเป๋า ไม่เกิน 20 กก. และอาจผ่อนผันให้ถึง 25 กก. ทั้งนี้ สําหรับการบินในประเทศ สายการบินเหล่านี้จะจํากัดนํ้าหนักกระเป๋าไม่เกิน 15 กก. และ สัมภาระที่ถือขึ้นเครื่องต้องมีนํ้าหนักไม่เกิน 7 กก.
• เตรียมเอกสารสําคัญทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อย บัตรโดยสารเครื่องบิน, Resident permit, Exit
permit, Passport ควรพกปากกาติดตัวไปด้วยเผื่อไว้เขียนใบเข้าเมืองที่ ตม.
• ตรวจสอบเวลาเดินทางและควรเผื่อเวลารถติดไว้ด้วย และจะได้เป็ นการไม่ฉุกละหุกเกินไป
• วางแผนการใช้เงินให้เหลือเงินรูปี ในตอนขากลับด้วย เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนในสนามบินสูง
กว่าร้านข้างนอก
• ตรวจสอบความปลอดภัยของทรัพย์สินและของมีค่าในห้องก่อนเดินทางกลับใส่กุญแจปิ ดห้องให้
เรียบร้อย หากมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ให้นําไปฝากเพื่อน รถจักรยาน รถมอเตอร์ไซค์ ควรล็อคและจอดให้มิดชิด
* * * * *
เครือข่ายนักเรียนไทยในอินเดีย
กันยายน 2557